ซามูไรเงื้อดาบอีกรอบ

ซามูไรเงื้อดาบอีกรอบ

จีนแรง, ญี่ปุ่นกร้าว...การเผชิญหน้าระหว่างสองยักษ์แห่งเอเชีย ยังไม่คลายความแรงลง ตรงกันข้าม ล่าสุด

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เสนองบประมาณทหารปีใหม่สูงที่สุด เท่าที่เคยมีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเดียว

ซามูไรเงื้อดาบแล้ว หลังมังกรพ่นไฟด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณทางทหารอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

งบป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น สำหรับปีงบประมาณใหม่ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนปีหน้า สูงถึง 53,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือไม่ต่ำกว่า 1.6 ล้านล้านบาท

พร้อมกับประกาศอย่างตรงไปตรงมา ว่าที่ต้องเพิ่มเงินเพื่อการป้องกันประเทศ ก็เพราะมีปัญหาพิพาททางทะเลกับจีนนั่นแหละ

ผมเห็นเอกสารทางการที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ก็ไม่เป็นอันต้องสงสัยว่า นายกฯชินโซะ อาเบะ กำลังเดินหน้าสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่สร้างความฮือฮาด้วยการ "ตีความใหม่" รัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลของเขาสามารถตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตัวเองได้

เอกสารของกระทรวงกลาโหมระบุว่าจะใช้เงินที่ขอเพิ่มเติม ซื้อเครื่องบินลาดตระเวนแบบ P-1 อีก 20 ลำเพื่อดูแลความปลอดภัยชายฝั่ง เครื่องบินรุ่นใหม่นี้จะมีความเร็วมากขึ้น และมีสมรรถภาพการโจมตีมากขึ้นกว่าเครื่องบินแบบ P-3C ปัจจุบัน

งบใหม่นี้จะเอาไปซื้อที่ดินบนหมู่เกาะ Amami ที่ตั้งอยู่ระหว่างโอกินาวากับกิวชู เพื่อจะสร้างฐานทัพเรือแห่งใหม่

ถ้าไม่มีแผนการที่จะเผชิญหน้าทางทะเลกับจีน จะต้องสร้างฐานทัพเรือทำไม?

ปีที่แล้ว นายกฯอาเบะก็ปรับเพิ่มงบทางทหารถึงระดับสูงสุดใน 11 ปี ปีหน้านี้ก็จะดันตัวเลขขึ้นไปอีก โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นบอกกับประชาชนผู้เสียภาษีตรงๆ ว่าที่ต้องของบความมั่นคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้ เพราะจีนกำลังขยายกำลังทางอาวุธเพิ่มขึ้น และคุกคามญี่ปุ่นอย่างเปิดเผยในน่านน้ำที่มีข้อพิพาทกัน

บางคนบอกว่านายกฯอาเบะเป็นเหยี่ยว แต่คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งก็เห็นเขาเป็นวีรบุรุษที่กล้าท้ารบกับจีน

นักวิเคราะห์ทางทหารบอกว่า การที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเสนองบทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นนี้ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงจีนและเพื่อนบ้านทั้งหมดว่า โตเกียวจะไม่ยอมเป็นลูกไล่ของจีนอีกต่อไป และพร้อมจะปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของตนอย่างเปิดเผย

ขณะเดียวกันจีนก็บอกว่านายกฯญี่ปุ่นคนนี้ พยายามยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

อีกด้านหนึ่ง หน่วยลาดตระเวนชายฝั่งที่เรียกว่า The Japan Coast Guard ก็จะเพิ่มงบประมาณอีกเท่าตัวในปีงบประมาณใหม่เพื่อซื้อเครื่องบินอีก 3 ลำและเรือลาดตระเวนอีก 4 ลำ และปรับปรุงท่าเรือบนเกาะอิชิคากิ ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะที่เป็นประเด็นพิพาทกับจีน ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า "เซนกากุ" และจีนขานชื่อเป็น "เตี้ยวหยู"

ไม่ต้องสงสัยว่าสหรัฐหนุนหลังญี่ปุ่นในการเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวเอง และช่วยเหลือประเทศอื่นในแถบนี้ที่มีเรื่องระหองระแหงกับจีน เช่น ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม

จีนมองญี่ปุ่นด้วยความสงสัยคลางแคลงมาตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่นายกฯอาเบะแสดงจุดยืนทางการอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมถูกมองว่า "ซูฮก" จีนในกรณีพิพาท

ผมมองเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วง เพราะสองยักษ์เอเชียต่างก็มีปัญหาภายใน ที่มีส่วนทำให้ท่าทีทางการของผู้นำทั้งสองชาติต้องยืนกรานแข็งกร้าว เพื่อไม่ให้เสียคะแนนนิยมกับประชาชนของตน ขณะที่ความตึงเครียดนี้ทำให้สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศเกิดลำบากใจลึกๆ เพราะต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐด้านหนึ่ง และระหว่างจีนกับญี่ปุ่นอีกด้านหนึ่ง

เมื่อซามูไรเงื้อดาบ มังกรก็ย่อมลุกขึ้นมาขยับหัวอีกครั้ง น่าหวาดเสียวครับ