เข้าใจ IoT เข้าถึงการสื่อสารแห่งอนาคต

เข้าใจ IoT เข้าถึงการสื่อสารแห่งอนาคต

การเชื่อมต่อของสิ่งของรอบตัวเราดูจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

อุตสาหกรรมได้เริ่มพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีที่นำเอาข้อมูลจากอุปกรณ์แล้วส่งผ่านไปยังแอพพลิเคชั่นเพื่อประมวลผลเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ตัวอย่างที่น่าสนใจในการใช้เทคนิค IoT ได้แก่ แอพ Streetline ในอเมริกา ที่ช่วยในการค้นหาที่จอดรถในเมืองใหญ่ เพื่อให้เจ้าของรถยนต์สามารถหาที่จอดรถที่ว่างในบริเวณที่ต้องการจอดรถ ผ่านเซนเซอร์ที่ติดตั้งในที่ที่จอดซึ่งส่งสัญญาณมายังโมบายแอพเพื่อให้ทราบถึงที่ว่างหรือความหนาแน่นของตึกจอดรถ หรือแม้กระทั่ง accelerometer ในสมาร์ทโฟน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเซนเซอร์เองด้วยอุปกรณ์ที่ติดมากับเครื่อง โดยมีการพัฒนาแอพเพื่อวัดการบั๊มหรือการกระแทกของรถยนต์ขณะแล่นอยู่ ช่วยคำนวณสภาพของพื้นถนน

เห็นได้ว่าในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีด้าน IoT มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนผ่านแอพมากขึ้น จึงอาจถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเริ่มปลูกฝังและทำความเข้าใจจากเทคโนโลยี IoT ซึ่งกำลังจะดิสรัพ (Disrupt) อุตสาหกรรมครั้งใหญ่อีกครั้ง

นิยาม IoT

วงการอุตสาหกรรมได้นิยาม Internet of Things (IoT) หมายถึง อุปกรณ์ที่มีการสื่อสารของข้อมูลระหว่างกันโดยไม่ต้องผ่านการสั่งการของมนุษย์ นั่นคืออุปกรณ์สามารถประมวลผลจากข้อมูลที่ส่งต่อถึงกันและตัดสินใจการทำงานในขั้นต่อไปได้เอง โดยไม่ต้องผ่านการตัดสินใจของมนุษย์ในระหว่างทาง

ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน คือ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่สามารถส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งเพื่อประมวลผลอุณหภูมิร่างกายหรือการเต้นของหัวใจของผู้สวมใส่ได้อัตโนมัติ ไม่ต้องมีคำสั่งจากผู้สวมใส่ให้ประมวลผล

ข้อมูลที่ประมวลผลแล้วนั้นอาจถูกส่งต่อไปยังแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเพื่อแสดงผลต่อผู้ใช้งาน หรือแม้กระทั่งถูกส่งต่อไปยังแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ ดังนั้น เสื้อผ้าที่สื่อสารได้เหล่านี้จึงเรียกว่าเป็นอุปกรณ์ IoT ซึ่งมักจะมีเซนเซอร์ที่ตรวจวัดอุณหภูมิ ความสว่าง ความดัน ระดับเสียงหรือการเคลื่อนไหวเป็นส่วนประกอบหลัก

อุปกรณ์ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ IoT ยังรวมถึง ยานพาหนะ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องตรวจจับ เซนเซอร์ หรือแม้กระทั่ง Wearable และเครื่องมือทางการแพทย์

น่าสังเกตว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน ทีวี เครื่องเล่นวีดิโอหรือเครื่องเล่นเกม ไม่ถูกจัดอยู่ในอุปกรณ์ประเภท IoT เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานให้ส่งข้อมูลคำนวณหรือประมวลผล

ตัวขับเคลื่อน

การที่อุปกรณ์ IoT จะสื่อสารถึงกันได้จำเป็นต้องมีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายที่ใช้พลังงานต่ำและแบนวิธน้อย การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันกับอุปกรณ์อื่น (Mesh Network) อาจมีระยะของการส่งข้อมูลตั้งแต่ 10 ถึงกว่า 100 เมตร เทคโนโลยีไร้สายหลายประเภทอาจรวมถึงไวไฟและบูลธูท ตลอดจน เซลลูล่าร์ ดาวเทียม และ Weightless

อุปกรณ์ IoT ในแต่ละลักษณะอาจใช้เทคโนโลยีที่ต่างกัน เช่น สัญญาณจากเทอร์โมสแตทไปยังเครื่องทำความร้อนอาจใช้สัญญาณไวไฟ ในขณะที่รถยนต์ (Connected Car) อาจต้องให้สัญญาณเซลลูล่าร์ กล่าวได้ว่ายังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถครองมาตรฐานการทำงานของ IoT ในปัจจุบัน ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานทางอุตสาหกรรมของการสื่อสารและการผลิต จึงเป็นหมากสำคัญที่ทุกแบรนด์ผู้ผลิตใส่ใจ และเปิดโอกาสให้ช่วงชิงกันอยู่

โจทย์ใหญ่ด้านความปลอดภัย

การเร่งพัฒนาอุปกรณ์ IoT ก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทำให้หลายองค์กรต้องหันมาตรวจสอบอุปกรณ์ที่เปิดช่องสำหรับการสื่อสารเอาไว้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้งานของ IoT ในหลายอุปกรณ์และระบบ เช่น Wearable กูเกิลกลาส ระบบไวไฟในรถยนต์ ระบบคลังสินค้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดย Wearable ซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดตามข้อมูลด้านสุขภาพมักจะเป็นเป้าหมายของการจารกรรมข้อมูลได้ไม่ยาก ดังนั้นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวจึงนับเป็นโจทย์สำคัญของ IoT ที่ต้องสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้งานให้ได้ก่อน จึงจะเกิดการนำมาใช้ในวงกว้าง

การเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของ IoT ทั้งในภาคธุรกิจและมาตรฐานอุตสาหกรรมถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ออกแบบที่จะต้องเข้าใจและเข้าถึงความร่วมมือในการทำงาน เพื่อวางแผนการพัฒนาและการผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ช่วยขับเคลื่อน IoT

สำหรับนักการตลาดอาจหมายถึงรูปแบบของการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่กำลังจะเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะข้อมูลอาจถูกสื่อสารไปยังผู้บริโภคได้สะดวกและใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อวิถีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ตลอดไปได้เช่นกัน