เรื่องเล่าจากหมอติดเชื้ออีโบลา : นี่เป็นปัญหาระดับโลก!

เรื่องเล่าจากหมอติดเชื้ออีโบลา : นี่เป็นปัญหาระดับโลก!

ยอดคนตายจากไวรัสอีโบลาทะลุเกิน 2,000 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อกระโดดไปที่ 4,000 คนแล้ว

จึงทำให้มีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญหลายกลุ่ม ว่าไม่มีใครในโลกนี้ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด จะประมาทได้เป็นอันขาด

นายแพทย์อเมริกัน Dr Kent Brantly (ถ่ายรูปกับภรรยา Amber และลูกสองคน) เป็นอาสาสมัครเข้าไปช่วยผู้ป่วยอีโบลาที่แอฟริกาตะวันตก และติดเชื้อเอง และรอดมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เขาเล่าในนิตยสารไทม์เล่มล่าสุดว่า ตื่นเช้าวันหนึ่งรู้สึกไข้ขึ้น หลังจากที่เข้าไปช่วยดูแลคนป่วยอีโบลา 7 สัปดาห์ไลบีเรียในนามขององค์กรการกุศล Samaritans Purse

“ตอนแรกผมคิดว่าผมแค่เป็นหวัด แต่ตกเที่ยงอาการไข้ผมแย่ลง จากตอนเช้าวัดที่ 100 องศาฟาเรนไฮต์ กระโดดมาที่ 101.4 ผมทดสอบทันทีว่าเป็นมาลาเรียหรือไม่ ผลออกมาว่าไม่ใช่ เป็นอาการที่น่ากังวลแล้ว”

คุณหมอแบรนท์ลี โทรฯไปหาหัวหน้าทีมแพทย์ของเขา และทันทีทันใดนั้นก็มีคณะหมอในชุดป้องกันตัวเองเต็มที่รุดไปหาเขา

เช็คมาลาเรียอีกสองรอบ ผลออกมาว่าไม่ใช่แน่ ทำให้หมอแบรนท์ลีรู้ว่าจะต้องถูกเก็บตัวไว้คนเดียวอย่างน้อย 3 วัน เพราะปกติการตรวจเลือดหาอีโบลานั้น 3 วันแรกจะไม่มีผลบวก จึงต้องรออีกหลายวันก่อนจะให้แน่ใจว่าเป็นโรคอะไรกันแน่

ระหว่างรอนั้นเอง คุณหมอก็บอกว่าอาการทรุดลงต่อเนื่อง ไข้ขึ้นสูงถึง 104.9 คลื่นไส้ และท้องเสียอย่างรุนแรง หมอให้น้ำเกลือ “เราต่างหวังว่ามันเป็นเพียงไข้ส่าธรรมดา...”

แต่คุณหมอคาดผิด วันที่สี่ หัวหน้าคณะแพทย์มาที่หน้าต่างห้องนอนบอกว่า “เพื่อนเอ๋ย เรามีผลตรวจมาแล้ว เสียใจที่บอกว่ามันเป็นบวก คุณติดไวรัสอีโบลาแล้ว...”

หมอบอกว่า “ผมไม่รู้จะคิดอย่างไรดี ถามไปว่าจะมีแผนรักษาอย่างไรบ้าง”

เขาเป็นหนึ่งในหมอ 2 คนที่รักษาคนแอฟริกันที่มอนโรเวีย (เมืองหลวงของไลบีเรีย ทางตะวันตกของแอฟริกา) และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน โรงพยาบาลเล็ก ๆ ของเขาได้รับคนไข้อีโบลา 2 คนจากกระทรวงสาธารณสุข

“เรามีเวลาเตรียมตัวแค่สองชั่วโมงและ 1 ใน 2 คนไข้เสียชีวิตในรถพยาบาล...ในช่วงเดือนครึ่งหลังจากนั้น จำนวนคนไข้โรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว งานล้นมือเหลือเกิน...” คุณหมอเล่า

เขาบอกว่าแม้จะรู้ว่าตัวเองติดเชื้อมรณะแล้ว แต่ก็พยายามทำใจเย็น “ตั้งแต่เราเริ่มช่วยรักษาคนไข้อีโบลาที่มอนโรเวีย มีรอดเพียงคนเดียวเท่านั้น ผมเห็นคนตายด้วยโรคนี้ต่อหน้าต่อตามากมายหลายคน”

ในช่วงนั้น หมอแบรนท์ลีได้รับคำบอกเล่าว่า มียาที่กำลังทดลอง ได้ผลกับลิง แต่ไม่เคยลองกับมนุษย์

“ผมตัดสินใจยอมทดลองยานั้น แต่เนื่องจากมีคนไข้หญิงอีกคนที่ผมคิดว่าควรได้รับยานี้ก่อน เพราะอาการของเธอหนักกว่าผม ผมไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่ ผมเพียงใช้วิจารณญาณของหมออาชีพเท่านั้น...”

อาการของหมอทรุดต่อเนื่อง “ร่างกายผมเริ่มสั่น หัวใจเต้นเร็วมาก กินยาอะไรก็ไม่สามารถลดไข้ได้ และปอดเริ่มมีน้ำ ผมรู้สึกร้อนวูบวาบ อยากอาเจียน และอ่อนแอ ทุกอย่างมันเบลอร์ไปหมด เพื่อนกับเพื่อนร่วมงานรวมตัวกันนั่งสวดมนต์ให้ผมที่หน้าบ้าน

นายแพทย์ผู้รักษาตัดสินใจให้ยาทดลองนั้น และภายในหนึ่งชั่วโมง อาการของหมอก็กระเตื้องขึ้น

“อาการผมดีพอที่จะย้ายอย่างปลอดภัยไปที่โรงพยาบาลเอมอรี่ที่แอตแลนต้า” คุณหมอบอก

ที่เขาฟื้นเร็วเพราะหมอที่รักษาสามารถให้ยาเพิ่มโปตัสเซียมที่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ที่ไลบีเรียทำไม่ได้เพราะขาดแคลนยาและมาตรฐานการรักษายังต่ำ

“ถ้าไม่ได้รับยาและโปตัสเซียมทันการ ผมอาจเสียชีวิตไปแล้ว” หมอยืนยัน

เขาบอกว่าอีโบลาเป็นไวรัสมรณะจริง ๆ เพราะคนไข้หมดสภาพ ถูกแยกตัวออกจากครอบครัว ต้องถูกกันตัวอยู่คนเดียว

“คนไข้ไม่สามารถแม้กระทั่งมองเห็นหน้าของคนที่มาช่วยรักษา เพราะต้องใส่ชุดป้องกันตัวเอง จะเห็นก็แต่ตาเท่านั้น และคนไข้จะเป็นโรคท้องร่วงอย่างรุนแรง และต้องอาศัยให้คนอื่นช่วยทำความสะอาดให้”

หมอบอกว่า “ท้ายที่สุดผมร้องไห้เป็นครั้งแรก เมื่อได้เห็นครอบครัวของผมผ่านหน้าต่าง และพูดกันผ่านอินเตอร์คอม ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับลูกเมียอีก ผมสามารถกอดภรรยาผมเป็นครั้งแรกในหนึ่งเดือน”

หมอแบรนท์ลีสรุปว่า

“อีโบลาได้เปลี่ยนทุกอย่างในแอฟริกาตะวันตก เราไม่สามารถจะแค่บอกว่า โอ้ คนเหล่านี้น่าสงสาร เราต้องคิดนอกกรอบและหาทางช่วย ผู้คนกลัวการถูกแยกตัวไปรักษาอยู่คนเดียวเพราะเชื่อว่าเข้าไปในนั้นก็คือไปตายลูกเดียว จึงเลือกที่จะอยู่บ้าน และพออยู่บ้านก็มีสิทธิ์ที่จะแพร่โรคนี้ไปให้คนใกล้ชิด...”

เขาบอกว่ารัฐบาลทั้งหลายในแอฟริกาใต้ตั้งรับไม่ไหวแล้ว เพราะภาระด้านรักษาพยาบาลหนักหน่วงเกินความสามารถที่มีอยู่ และเพียงแค่ความช่วยเหลือจาก NGOs อย่างเดียวไม่พอแน่นอน

“นี่เป็นปัญหาระดับโลก และจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลทั่วโลก เราต้องลงมือหยุดการระบาดของอีโบลา...นาทีนี้เลย!”