ผีซ้ำด้ำพลอย

ผีซ้ำด้ำพลอย

หลังจากที่ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหา "อาชญากรรมข้ามชาติ" ก็ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความร้ายกาจของภัยประเภทนี้มากขึ้น

+++ที่ว่าร้ายกาจเพราะสร้างความเสียหายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สั่นคลอนความมั่นคง ซึ่งไม่จำกัดแค่พื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง เพราะปัจจุบันนี้ "โลกไร้พรมแดน" เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจึงโยงใยไปทั่วทุกมุมโลก

+++"ผู้การอภิชาติ" จึงเป็นห่วง แจ้งเตือนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันวางมาตรการรับมือให้ดีๆ โดยเฉพาะกับ "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม" ที่ดูจะน่าวิตกกังวลมากกว่าอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่น

+++ลองคลิ๊กสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานที่ดูแลอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "ไซเตส" (CITES) แจ้งว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงมากต่อการถูกแบนไม่ให้ส่งออกนำเข้าสินค้าประเภทสัตว์หรือพันธุ์พืชป่า

+++สาเหตุมาจากการปล่อยปละละเลยให้มีการ "นำเข้า-ขายงาช้าง" โดยผิดกฎหมาย และยังไม่มีสัญญาณว่าประเทศไทยจะมีมาตรการที่ดีขึ้น

+++คณะทำงานชุดนี้บอกอีกว่า ในกลุ่มประเทศที่พัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทนี้มีอยู่ 8 ประเทศ เขาตั้งฉายาให้ว่า "Gang of Eight" มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

+++ส่วนที่เหลืออีก 7 ประเทศมี จีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย ยูกานดา และเวียดนาม ที่ผ่านมาพวกเขา (7 ประเทศที่ถูกกล่าวหา) มีพัฒนาการแก้ปัญหาแล้ว ยกเว้นพี่ไทย ยังซอยเท้าย่ำอยู่กับที่!

+++ซ้ำร้าย "สหประชาชาติ-องค์การตำรวจสากล" มีผลวิจัยยืนยันว่า รายได้จากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมถูกนำไปเชื่อมโยงและสนับสนุนต่อ "กลุ่มก่อการร้าย" หลายกลุ่มในแอฟริกา ประเด็นนี้อาจทำให้ไทยถูกโยงว่าให้การสนับสนุนทางอ้อมกับกลุ่มก่อการร้ายได้

+++จะว่าไปที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าไทยไม่ได้ทำอะไรเลย ในประเทศมีจับปราบ "แก๊งลักลอบตัดไม้" ชนิดล้างบาง แต่ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยเห็นการขุดรากถอนโคนขบวนการ "ค้าสัตว์ป่า" หรือนี่เองที่ทำให้เขามองว่าเรา "ตอบไม่ตรงโจทย์"

+++ส่วนต่างประเทศ ไทยเดินหน้าผลักดันอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนึ่งในกรอบการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ซอมทีซี : SOMTC) แม้ไม่สำเร็จ แต่ไทยก็ได้รับคำชมว่าจริงใจต่อการแก้ไขปัญหานี้

+++นับจากนี้ไปไทยมีเวลาอีก 11 เดือน ในการแก้ปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และต้องทำให้ "เข้าตา" คณะทำงานไซเตสชุดนี้ ซึ่งจะสรุปปิดเล่มรายงานภายในเดือน ส.ค.2558

+++ไม่เช่นนั้น เรามีหวังถูกดิสเครดิตเหมือนที่สหรัฐเคยปรับลดระดับสถานการณ์ "ค้ามนุษย์" ของไทย จากเทียร์ 2 เฝ้าระวังพิเศษ ไปอยู่ต่ำสุดที่เทียร์ 3 เข้าทำนอง "ผีซ้ำด้ำพลอย"

+++หากเกิดขึ้นจริง งานนี้มีแต่ "เสียกับเสีย" แถมจะมีเสียงโห่ไล่หลัง "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" และ "รัฐบาลประยุทธ์" ดังอื้ออึง โทษฐานกุมกฎอัยการศึก คงอำนาจบริหารบ้านเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับไม่สามารถแก้ปมปัญหานี้ได้...แล้วจะหาว่าไม่เตือน