ควรจะยินดีที่ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 31 หรือไม่?

ควรจะยินดีที่ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 31 หรือไม่?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว World Economic Forum (WEF) ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน

(Global Competitiveness Index: GCI) ประจำปี 2014-2015 สำนักข่าวต่างๆ ในประเทศก็โหมประโคมข่าวว่าอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้นจากอันดับที่ 37 เป็นอันดับที่ 31 ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่ในช่วงผ่านมาสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยก็ไม่ค่อยปกติ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ข่าวนี้จะเป็นข่าวที่ดี แต่เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดลึกๆ ลงไปแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่าจริงๆ แล้วเราควรจะดีใจจริงหรือไม่?

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่าการจัดอันดับ (GCI) ของ WEF นั้นเขาจะแบ่งความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศออกเป็น 12 ด้านหรือเสา (เขาใช้คำว่า Pillars) แล้วภายใต้แต่ละด้านก็จะมีประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยลงไป อันดับที่ 31 ของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากผลรวมของทั้ง 12 เสา ดังนั้น สิ่งที่ต้องวิเคราะห์คือภายใต้แต่ละเสานั้นจริงๆ แล้วประเทศไทยเป็นอย่างไรกันแน่

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในปีที่แล้ว (2013-2014) คะแนน (ไม่ใช่อันดับนะครับแต่เป็นคะแนน) ของทั้ง 12 เสานั้น ด้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนั้นมีเพียงด้าน เศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) ด้านสุขภาพและการศึกษาพื้นฐาน (Health and primary education) ด้านการศึกษาระดับสูงและการฝึกอบรม (Higher Education and training) และด้านความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี (Technological readiness) เพียง 4 ด้านเท่านั้น ที่เหลือจะคะแนนเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นลดลงไม่เกิน 0.1 (จากคะแนนเต็ม 1-7)

คราวนี้ผมลองเจาะลึกลงไปในด้านการศึกษาพื้นฐาน ในประเด็นของคุณภาพการศึกษาพื้นฐาน (Quality of primary education) ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 90 ของโลก เฉือนชนะเวียดนามที่อันดับ 91 เพียงแค่ 0.1 คะแนน ขณะที่ลาวอยู่อันดับที่ 84 และเมื่อเทียบกับข้อมูลเมื่อปีที่แล้ว ลาวอยู่อันดับที่ 79 ไทยอันดับที่ 86 และเวียดนามอันดับที่ 97 พอมองในภาพใหญ่คือคุณภาพของระบบการศึกษาทั้งหมด (Quality of the education system) ปีนี้ไทยอยู่อันดับที่ 87 เวียดนาม 94 และ ลาวอยู่ที่ 60 ซึ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไทยอยู่อันดับที่ 78 เวียดนาม 95 และ ลาวอยู่ที่ 57 ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพได้นะครับว่าเพียงแค่ระบบการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างอนาคตของประเทศ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ ณ จุดไหน

นอกจากเรื่องของคุณภาพของคนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในอนาคตแล้ว เราลองมาดูที่อีกปัจจัยหนึ่งครับนั้นคือความสามารถในด้านนวัตกรรมขององค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ในปีนี้ ไทยอยู่อันดับที่ 70 (ดีขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ในอันดับที่ 87) แต่เมื่อเทียบกับอีกประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 13 ก็ทำให้ต้องชวนสงสัยว่าทำไมถึงห่างไกลกันเหลือเกินนะครับ

ทีนี้นอกเหนือจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ แล้ว WEF ยังสำรวจถึงปัญหาที่สำคัญที่สุดหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้วห้าอันดับแรกไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วเลยครับ อันดับหนึ่งได้แก่คอร์รัปชัน ตามด้วยความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล (ข้อมูลของ WEF เก็บมาก่อนสิ้นเดือนพ.ค.) ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และการขาดความสามารถในด้านนวัตกรรม

ส่วนด้านที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนจากผลการจัดอันดับในปีนี้หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจมหภาคครับ ถือว่าเป็นพระเอกที่ฉุดให้ประเทศไทยขึ้นมาถึง 6 อันดับเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อที่ทาง WEF เขาดูร้อยละของการเปลี่ยนแปลงของดัชนีผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับหนึ่งของโลก (นั้นคือไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก) แต่เมื่อดูโดยละเอียดแล้วก็พบว่าอันดับหนึ่งของโลกนั้นมีถึง 56 ประเทศด้วยกัน

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลการจัดอันดับของ WEF โดยละเอียดแล้วต้องยอมรับครับว่าเราควรจะดีใจว่าถึงแม้ช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ในภาวะความวุ่นวายแต่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคเราก็ยังดีอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของประเทศครับ ทั้งทางด้านการศึกษาและความสามารถในด้านนวัตกรรมที่ไทยยังต้องเร่งพัฒนาอีกมาก ก็ต้องถือเป็นของขวัญต้อนรับรัฐบาลใหม่เลยนะครับ

ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะพบบทวิเคราะห์อย่างละเอียดของผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ WEF นั้น ในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯในฐานะ Partner ของ WEF ในการจัดทำข้อมูลนี้จะจัดสัมมนาขึ้นมา ถ้าสนใจก็ต้องรีบโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-218-5781 นะครับ