สังคมไทยยุคปฏิรูป สะท้อนจากกรณีช่อง3

สังคมไทยยุคปฏิรูป สะท้อนจากกรณีช่อง3

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติให้ผู้ประกอบการ โครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี

ปลดการแพร่ภาพของช่อง 3 แบบอนาล็อกออกจากโครงข่ายภายใน 15 วัน ซึ่งหากยังฝ่าฝืนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด คือ การสั่งปรับและเพิกถอนใบอนุญาต เนื่องจากช่อง 3 สิ้นสุดการทำหน้าที่ผู้ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา หากต้องการออกอากาศผ่านโครงข่ายดังกล่าว ต้องขอใบอนุญาตช่องรายการใหม่ ดังนั้น ในขณะนี้ช่อง 3 สามารถออกอากาศผ่านเสาหนวดกุ้งและก้างปลาเท่านั้น

ในแวดวงผู้ประกอบการต่อกรณีนี้ อาจตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับช่อง 3 ในขณะที่ช่อง 7 และช่อง 5 ทำไมไม่เกิดกรณีเช่นเดียวกันเกิดขึ้น และต่างก็แพร่ภาพแบบคู่ขนานไปพร้อมกัน อีกทั้งช่อง 3 ประมูลได้ทีวีดิจิทัล ทั้งหมด 3 ช่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ภาพที่ออกมาถือว่าช่อง 3 มีความพร้อมมากที่สุดและผู้ประกอบการรายอื่นมองว่าการไปแข่งขันกับช่อง 3 นั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ทั้งเรื่องเงินทุนและเนื้อหาของช่องที่ครบถ้วน อีกทั้งมีฐานคนดูอยู่ในอันดับต้นๆ ในการจัดอันดับเรทติ้ง

แน่นอนว่าการปลดการแพร่ภาพของช่อง 3 ออกจากโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ติดตามรายการและข่าวสารทางช่อง 3 เนื่องจากปัจจุบัน คนไทยได้เปลี่ยนมาใช้โครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวีในการรับชมโทรทัศน์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นเรื่องผลกระทบกับประชาชนในการติดตามข่าวสารนั้น ย่อมเป็นแรงกดดันและเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงกันมากในช่วงหลัง เพื่อสร้างแรงกดดันอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกสท.ในการพิจารณากรณีนี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่าน มีความเคลื่อนไหวจากแวดวงผู้ประกอบการ ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณากรณีอย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นหากช่อง 3 ไม่ยอมเปลี่ยนไปสู่ระบบทีวีดิจิทัล ก็จะทำให้การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ทีวีดิจิทัลไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะฐานคนดูจำนวนมากก็ยังติดอยู่กับช่อง 3 ในระบบอนาล็อก ซึ่งก็เท่ากับว่าผู้ชมที่หันมาดูทีวีดิจิทัลไม่เป็นไปตามการประเมินเอาไว้ และหากมีสัดส่วนคนดูน้อย ก็เท่ากับว่านโยบายทีวีดิจิทัลล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น

แน่นอนว่ามีคนพยายามอธิบายถึงเหตุผลเบื้องลึกต่างๆ มากมาย ทั้งในเชิงผลประโยชน์ธุรกิจและผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายอื่น แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องของมุมมองจากฝ่ายต่างๆ ต่อผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้นกรณีช่อง 3 ไม่ปฏิบัติตามนโยบายของกสท. แต่คำถามสำคัญต่อกรณีนี้คือประเด็นของข้อกฎหมาย และประเด็นเรื่องความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายอื่น เพราะดูเหมือนว่าต่างก็มีเหตุผลในการอธิบาย และเมื่อเกิดคดีฟ้องร้องกสท.เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้ประเด็นมีความสับสนมากยิ่งขึ้น

เราเห็นว่ากรณีของช่อง 3 เป็นตัวอย่างว่าเราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเข้าสู่การปฏิรูปในหลายด้าน ซึ่งหลักสำคัญของการปฏิรูปคือต้องทำให้กฎหมาย ซึ่งเป็นกติกาสังคมมีความเข้มแข็ง โดยที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นต่อกรณีว่าต้องรอบคอบและทำตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เรายังไม่รู้ว่าจะยุติอย่างไร แต่เป็นเรื่องท้าทายสังคมไทยในยุคเปลี่ยนผ่านจากนี้ไป