2 ปัจจัยชี้ขาดการเมือง หลังยุครัฐบาลคั่นเวลา

2 ปัจจัยชี้ขาดการเมือง หลังยุครัฐบาลคั่นเวลา

สถานะของรัฐบาล “ประยุทธ์1” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลคนกลาง” ที่บางฝ่ายเรียกร้องต้องการก่อนเกิดการยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค.57

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงต่อสาธารณะหลายต่อหลายครั้ง คือ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีไล่ล่า เล่นงานใครหรือขั้วการเมืองใดเป็นกรณีพิเศษ และล่าสุดในงาน Hand in Hand ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ เจ้าตัวก็ย้ำอีกครั้งถึงความห่วงใยกรณีมีการใช้กฎหมายไปทำร้ายกัน ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นของ “ภาคตุลาการ” ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขให้ทันการณ์และทันท่วงที

ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าในยุค คสช.จะไม่มีบรรยากาศของไล่ล่าล้มล้างระบอบทักษิณ (จนเหนื่อย แต่ก็ล้มไม่ได้ แถมกลับยิ่งขยายตัว) เหมือนช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อปี 49

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ สอดคล้องกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 เรื่อง นโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซึ่งเน้นย้ำให้ระมัดระวังเรื่องการเลือกปฏิบัติขององค์กรอำนวยความเป็นธรรมทั้งหลาย เพราะหากปล่อยให้มีความรู้สึก “สองมาตรฐาน” หรือ “ไร้บรรทัดฐาน” ต่อไป ก็จะยิ่งเป็นการขยายวงความขัดแย้งไม่รู้จบ

เนื้อหาในประกาศไม่ได้เอ่ยอ้างถึงเฉพาะศาล แต่ยังรวมไปถึงตำรวจ และองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.ด้วย

ข้อมูลวงในจาก คสช.ระบุชัดว่าบทบาทขององค์กรอิสระบางองค์กรที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในต้นตอความขัดแย้ง แต่หากจะยุบทิ้งเสียตั้งแต่ตอนที่เข้าควบคุมอำนาจ ก็อาจเกิดภาวะ “กระเพื่อม” จนยากต่อการควบคุมสถานการณ์ และการเก็บองค์กรอิสระบางองค์กรไว้ น่าจะส่งผลดีในแง่ของการปรามไม่ให้ฝ่ายต่อต้าน คสช.เคลื่อนไหวได้อย่างฮึกเหิมนัก

ขณะที่การทำงานขององค์กรอิสระในสายพานยุติธรรมก็ค่อนข้างเป็นปัญหา โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานร่วมกับองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมปกติ

วิวาทะระหว่าง ป.ป.ช.กับสำนักงานอัยการสูงสุดในคดีจำนำข้าวที่มี อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกล่าวหา คือตัวอย่างที่ดี และหากพิจารณาย้อนหลังกลับไปจะพบว่าคดีสำคัญๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองภาพใหญ่ ก็จะมีปัญหาจนตกเป็นข่าวครึกโครมเช่นนี้ทุกครั้ง ทุกคดี

ปัญหาคืออะไร? ปัญหาอยู่ตรงไหน? หากจะอธิบายตรงนี้คงมีเนื้อที่ไม่พอ แต่ที่แน่ๆ คือ คสช.เตรียมใช้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล้างไพ่องค์กรอิสระใหม่ทั้งหมด

โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มุ่งมั่นแถลงข่าวสร้างกระแสทางการเมืองวันละ 3 เวลา...

และผลแห่งการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม จะเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่า สถานการณ์หลัง คสช.ต้องถอยออกไป การเมืองไทยและบ้านเมืองไทยจะเป็นอย่างไร จะกลับมา “ตีกัน” เหมือนเก่าหรือไม่

แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่รัฐบาลคนกลาง (กลายๆ) กำลังดำเนินการ

เพราะการวางตัว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.ผู้ลุ่มลึก ไปนั่งว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีกรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรมใหญ่ในสังกัด หลังจากปล่อยให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ฟัดองค์กรท้องถิ่นเสียจมเขี้ยวมานานร่วมเดือน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาว่า รัฐบาลคั่นเวลาที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ และกลุ่มพี่น้อง 3 ป.” กำลังทำอะไร

เพราะอีกด้านหนึ่งก็ส่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผบ.ทบ.ซึ่งเป็นนักยุทธวิธีตัวฉกาจไปวางไว้ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

เป็นที่รู้กันว่าการเมืองสมัยใหม่หลังยุคพรรคไทยรักไทยมีสองเงื่อนไขที่ชี้ขาดชัยชนะ คือ นโยบายหาเสียงโดนใจ และใครคุมเสียงองค์กรปกครองท้องถิ่น

ดูเหมือนหมากกระดานนี้จะไม่ได้จบลงตรงที่การลดอิทธิพลของเครือข่ายทักษิณ แล้วบีบนวด-ให้น้ำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อออกจากมุมไปน็อคคู่แข่งยก 5 เพราะวันนี้สถานการณ์ของ ปชป.ยังเหมือนเดิม และดูเหมือนถูกมองเลยหัวไหล่ไปแล้วด้วยซ้ำ

แล้วใครกันเล่าจะเป็นขั้วอำนาจใหม่หลังยุครัฐบาลคั่นเวลา!