วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 ปัจจัยชี้ขาดการเมือง หลังยุครัฐบาลคั่นเวลา

สถานะของรัฐบาล “ประยุทธ์1” ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับ “รัฐบาลคนกลาง” ที่บางฝ่ายเรียกร้องต้องการก่อนเกิดการยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค.57

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงต่อสาธารณะหลายต่อหลายครั้ง คือ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีไล่ล่า เล่นงานใครหรือขั้วการเมืองใดเป็นกรณีพิเศษ และล่าสุดในงาน Hand in Hand ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ เจ้าตัวก็ย้ำอีกครั้งถึงความห่วงใยกรณีมีการใช้กฎหมายไปทำร้ายกัน ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นของ “ภาคตุลาการ” ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขให้ทันการณ์และทันท่วงที

ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าในยุค คสช.จะไม่มีบรรยากาศของไล่ล่าล้มล้างระบอบทักษิณ (จนเหนื่อย แต่ก็ล้มไม่ได้ แถมกลับยิ่งขยายตัว) เหมือนช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อปี 49

ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ สอดคล้องกับประกาศ คสช. ฉบับที่ 63/2557 เรื่อง นโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ซึ่งเน้นย้ำให้ระมัดระวังเรื่องการเลือกปฏิบัติขององค์กรอำนวยความเป็นธรรมทั้งหลาย เพราะหากปล่อยให้มีความรู้สึก “สองมาตรฐาน” หรือ “ไร้บรรทัดฐาน” ต่อไป ก็จะยิ่งเป็นการขยายวงความขัดแย้งไม่รู้จบ

เนื้อหาในประกาศไม่ได้เอ่ยอ้างถึงเฉพาะศาล แต่ยังรวมไปถึงตำรวจ และองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.ด้วย

ข้อมูลวงในจาก คสช.ระบุชัดว่าบทบาทขององค์กรอิสระบางองค์กรที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในต้นตอความขัดแย้ง แต่หากจะยุบทิ้งเสียตั้งแต่ตอนที่เข้าควบคุมอำนาจ ก็อาจเกิดภาวะ “กระเพื่อม” จนยากต่อการควบคุมสถานการณ์ และการเก็บองค์กรอิสระบางองค์กรไว้ น่าจะส่งผลดีในแง่ของการปรามไม่ให้ฝ่ายต่อต้าน คสช.เคลื่อนไหวได้อย่างฮึกเหิมนัก

ขณะที่การทำงานขององค์กรอิสระในสายพานยุติธรรมก็ค่อนข้างเป็นปัญหา โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานร่วมกับองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมปกติ

วิวาทะระหว่าง ป.ป.ช.กับสำนักงานอัยการสูงสุดในคดีจำนำข้าวที่มี อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกล่าวหา คือตัวอย่างที่ดี และหากพิจารณาย้อนหลังกลับไปจะพบว่าคดีสำคัญๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองภาพใหญ่ ก็จะมีปัญหาจนตกเป็นข่าวครึกโครมเช่นนี้ทุกครั้ง ทุกคดี

ปัญหาคืออะไร? ปัญหาอยู่ตรงไหน? หากจะอธิบายตรงนี้คงมีเนื้อที่ไม่พอ แต่ที่แน่ๆ คือ คสช.เตรียมใช้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล้างไพ่องค์กรอิสระใหม่ทั้งหมด

โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มุ่งมั่นแถลงข่าวสร้างกระแสทางการเมืองวันละ 3 เวลา...

และผลแห่งการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม จะเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่า สถานการณ์หลัง คสช.ต้องถอยออกไป การเมืองไทยและบ้านเมืองไทยจะเป็นอย่างไร จะกลับมา “ตีกัน” เหมือนเก่าหรือไม่

แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่รัฐบาลคนกลาง (กลายๆ) กำลังดำเนินการ

เพราะการวางตัว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.ผู้ลุ่มลึก ไปนั่งว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีกรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรมใหญ่ในสังกัด หลังจากปล่อยให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ฟัดองค์กรท้องถิ่นเสียจมเขี้ยวมานานร่วมเดือน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาว่า รัฐบาลคั่นเวลาที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ และกลุ่มพี่น้อง “3 ป.” กำลังทำอะไร

เพราะอีกด้านหนึ่งก็ส่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผบ.ทบ.ซึ่งเป็นนักยุทธวิธีตัวฉกาจไปวางไว้ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

เป็นที่รู้กันว่าการเมืองสมัยใหม่หลังยุคพรรคไทยรักไทยมีสองเงื่อนไขที่ชี้ขาดชัยชนะ คือ นโยบายหาเสียงโดนใจ และใครคุมเสียงองค์กรปกครองท้องถิ่น

ดูเหมือนหมากกระดานนี้จะไม่ได้จบลงตรงที่การลดอิทธิพลของเครือข่ายทักษิณ แล้วบีบนวด-ให้น้ำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อออกจากมุมไปน็อคคู่แข่งยก 5 เพราะวันนี้สถานการณ์ของ ปชป.ยังเหมือนเดิม และดูเหมือนถูกมองเลยหัวไหล่ไปแล้วด้วยซ้ำ

แล้วใครกันเล่าจะเป็นขั้วอำนาจใหม่หลังยุครัฐบาลคั่นเวลา!