ข้อเสนอการเลือก "สปช." แบบ สัดส่วนสาขาที่สมัคร

ข้อเสนอการเลือก "สปช." แบบ สัดส่วนสาขาที่สมัคร

วันนี้ตรงกับวันที่ 4 ก.ย. 2557 ซึ่งจะเป็นวันที่ทางนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.

จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหา สปช. ทั้ง 11 คณะ เพื่อทบทวนทำความเข้าใจในกระบวนการคัดสรรบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพเข้ามาดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ที่คาดว่าราวๆ ต้นเดือนตุลาคมคงจะได้รายชื่อครบทั้ง 250 คนที่จะเข้ามาทำการปฏิรูปประเทศไทยตามข้อเสนอของทุกฝ่ายและจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญในกรอบของการปฏิรูปที่เหมือนเป็นแผนที่เดินทางหรือ “โรดแมพ” ของประเทศ

จึงถือเป็นโอกาสทองและความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเสนอแนวทางในการคัดสรร “สปช.” ดังนี้

ประการแรก ยอดของผู้สมัครทั้งนิติบุคคลและในจังหวัดต่างๆ รวมกันมากกว่าหกพันคน ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายที่วางไว้ของทั้ง ก.ก.ต. และหลายฝ่ายที่เกรงว่าจำนวนผู้สมัครอาจมีราวๆ ครึ่งหนึ่งในระยะแรก ทำให้การคัดสรรบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้าตากรรมการแบบ “ดีจริง เก่งจริง” น่าจะไม่ยาก แต่ปัญหาคือ เกิดความลักลั่นของจำนวนผู้สมัครในแต่ละสาขา นั่นคือ การศึกษาเข้าใจว่า ครองแชมป์สูงสุด และน้อยสุดคือสาขาสื่อมวลชน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านทั้งหลายคงจะเห็นถึงความไม่เป็นธรรม เพราะหากจะหยิบคนในสาขา “สื่อมวลชน” เข้ามาประมาณ ห้าสิบคน เหมือนสาขาการศึกษาที่มีสัดส่วนผู้สมัครสูงกว่าย่อมไม่เป็นธรรม จึงนำเรียนมายัง คสช. และ คณะกรรมการสรรหา ให้พิจารณาวิธีการจัดสรรสัดส่วนให้แล้วเสร็จในการประชุมวันนี้เลย เพราะทางหัวหน้า คสช. ก็ทำหน้าที่ประธานที่จะรับรู้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในทันที

ประการที่สอง การเลือกแบบสัดส่วน จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะจำนวนผู้สมัครในสาขาที่น้อยกว่า ย่อมมีตัวเลือกในจำนวนที่จำกัด หากไปหยิบเอาสาขาที่คนน้อยมาร่อนตะแกรงเป็นจำนวนมาก จะสร้างปัญหาในการสรรหาให้กับภาพรวมของการสรรหา เพราะในสาขาที่มีผู้สมัครมาก เช่น การศึกษา การเมือง และ กระบวนการยุติธรรม เท่าที่สำรวจรายชื่อ หากเทียบสัดส่วนแล้ว จำนวนผู้ที่น่าจะเข้ารอบให้ คสช. พิจารณาคัดสรรน่าจะมากกว่า 50 ท่าน ด้วยซ้ำไป แต่หากยังยึดโยงตัวเลขก็เห็นว่าไม่ควรต่ำกว่านี้ และควรถัวเฉลี่ยจำนวนของสาขาอื่นที่มีผู้สมัครที่น้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องให้ได้มากถึงห้าสิบท่าน อาจอยู่ที่ สิบห้าถึงยี่สิบท่านในบางสาขาก็ไม่เป็นการผิดกติกาประการใด เนื่องด้วยในกฎหมายระบุว่าไม่ให้เกิน ห้าสิบคน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้

ประการที่สาม เมื่อมีการคัดกรองผู้สมัครโดยคณะกรรมการสรรหาแล้ว ขอวิงวอนให้ คสช. ได้พิจารณาถึงความรอบรู้ และความสามารถตลอดทั้งศักยภาพในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปในด้านต่างๆ อย่างเข้มข้น วันนี้ ต้องเชื่อในพื้นฐานเบื้องต้นว่า กระบวนการกลั่นกรองมาจากนิติบุคคลผู้ส่งชื่อเข้าประกวด รวมทั้งทางจังหวัดที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายทำการกลั่นกรองและยังมีการตรวจสอบคุณสมบัติจากทั้ง ก.ก.ต. และหน่วยราชการอื่นๆ คู่ขนานกันไป ย่อมเชื่อถือในคุณภาพความไว้วางใจได้ในขั้นหนึ่ง

ประการที่สี่ หากการคัดสรร สปช. ในครั้งนี้สามารถกระทำได้อย่างโปร่งใสปราศจากปัญหาที่มักมีผู้ดักทางหรือเข้าข่ายที่เรียกว่า “ตีปลาหน้าไซ” ไว้เสมอๆ จะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างราบรื่นและปราศจากอุปสรรคต่างๆ อีกทั้งจะสามารถระดมการ “มีส่วนร่วมของประชาชน” ที่คาดว่าจะมีการออกภาคสนามในการระดมความคิดเห็น และอาจมีการทำประชาพิจารณ์ (public hearing) ในเรื่องต่างๆ ต่อไปในทุกภูมิภาค เท่ากับว่า แม้จะไม่มีการทำประชามติ แต่การได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วนจะกลายเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในครั้งนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

หากทำได้ดังข้อเสนอการเลือก สปช. ตามสัดส่วนของสาขาที่มีการสมัครมากน้อยแตกต่างกันออกไปได้ รวมทั้งมีกระบวนการคัดสรรที่สามารถคลี่คลายความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในการคัดสรร ของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ก็จะทำให้การคัดสรร “สปช.” ในครั้งนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างสรรค์ระบบประชาธิปไตยในอนาคต เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วอาจมอบหมายให้เกิดกระบวนการสรรหาในลักษณะนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อเตรียมคน และเตรียมความพร้อมประเทศในการรับมือกับการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างยั่งยืน เสมือนประเทศของเรามี “อะไหล่” ไว้คอยแก้ไขปัญหาได้ตลอดเวลา และหากกระบวนการมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ ตื่นตัว และมีความพยายามในการสร้างสรรค์พัฒนาตนเองเพื่อให้ได้รับการเสนอชื่อ และมีการพัฒนาองค์กรที่จัดส่งบุคคลต่างๆ ให้เกิดธรรมาภิบาลและความชอบธรรม ซึ่งจะลดปัญหาความแตกแยกภายในองค์กรที่อาจมีบางองค์กรต้องเลือกจะไม่ส่งบุคคลเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นปมขัดแย้งภายในถึงขั้นแตกหัก เพราะหาคำตอบที่ชัดเจนได้ยากว่า เหตุใดจึงเลือกส่งคนหนึ่งไม่ส่งอีกคนหนึ่ง

นี่คือปัญหาการบริหารจัดการในเชิงวัฒนธรรมที่รอการแก้ไขเยียวยา ซึ่งข้อเสนอทั้งสี่ประการและการเดินหน้าการคัดสรรบุคคลไว้รองรับกระแสการพัฒนาถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำในทันที