นายกฯรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าจะไม่มีการกำหนดระยะเวลา การทำงานของรัฐบาล
เพราะไม่ต้องการให้เงื่อนไขของเวลามาเป็นอุปสรรค
ขณะเดียวกันหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีการสรรหาเข้ามาเกือบ 7,000 คนว่าจะพิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ยืนยันว่าไม่มีการ “ล็อกสเปค” และจะไม่ “ชี้นำ” การพิจารณาของสมาชิก สปช. 250 ท่าน
เป็นสองประเด็นที่มีความโยงใยถึงกันไม่น้อย เพราะการทำงานของคณะรัฐมนตรี กับ คสช. และ สปช. ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการแบ่งเส้น แยกความรับผิดชอบ และมีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร
ท่านเพียงแต่บอกว่าการทำงานของ คสช. 5 ด้านยังคงอยู่ “แต่ต้องลดบทบาทลง” มีเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับงานขับเคลื่อนที่เป็นเรื่องเร่งด่วน อาทิ การรักษาความสงบเรียบร้อย, การรักษาความมั่นคงภายในรวมถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พลเอกประยุทธ์ บอกด้วยว่าจะกำชับให้รัฐมนตรีทุกกระทรวง สรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มาร่วมทำงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศโดยยึดหลัก “ทำก่อน ทำจริง” และมีผลสำเร็จในปี 2558 และยั่งยืนบนพื้นฐานของค่านิยมไทย 12 ประการ ที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทยและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
ความจริงจะบอกว่านายกฯไม่กำหนด “กรอบเวลา” สำหรับการทำงานของคณะรัฐมนตรีก็คงไม่ใช่ เพราะท่านยืนยันว่าจะต้องมี “ผลงาน” ชัดเจนที่จะปรากฏต่อสายตาประชาชนด้วย
ดังนั้น งานใหญ่ ๆ ที่รับปากประชาชนนั้นจะต้องมี “กรอบเวลา” สำหรับการรายงานผลต่อประชาชนเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าการอาสามาแก้ปัญหาของ คสช. และ ครม. นั้นจะต้องวัดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีฝ่ายค้านมาถ่วงดุลหรือตั้งถาม
คสช. และ ครม. กับ สนช. ก็จะต้องมีกลไกของการฟังเสียงประชาชน และรับรู้ปฏิกิริยาของสาธารณชนต่อการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
เพียงแค่การฟังรายงานของโพลล์จากสำนักสำรวจความเห็นกว้าง ๆ ในหัวข้อที่ตั้งประเด็นเอง และด้วยวิธีการตั้งคำถามที่บางครั้งไม่สามารถอธิบายได้นั้นไม่ใช่ “เครื่องมือวัดความรู้สึกของประชาชน” ได้อย่างแท้จริง
จึงต้องส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน และให้ภาคประชาชนมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของการประเมินผลการทำงานของทุกกลไกรัฐอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ที่ยังไม่ชัดเจนอีกประการหนึ่งคือ วิธีการทำงานของ สปช. เพราะแม้จะมี “คนเด่นดัง” เสนอตัวมาให้เลือกเพื่อเป็นสมาชิกของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ตาม แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการถกแถลงของกลุ่มต่าง ๆ 11 กลุ่ม นั้นจะดำเนินไปอย่างไร จะมีหัวหน้าแต่ละกลุ่มดำเนินการอภิปรายหรือกลั่นกรองข้อเสนออย่างไรหรือไม่
อีกทั้งมีคำถามว่าสมาชิก สปช. แต่ละท่านจะสามารถเข้าร่วมเสนอการปฏิรูปในทุกกลุ่มหรือจะจำกัดการอภิปรายเฉพาะในกลุ่มของตนเท่านั้น
และการหาข้อสรุปการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นจะกระทำอย่างไร จำเป็นจะต้องส่งไปให้ คสช. อนุมัติก่อนที่จะมีการสรุปหรือไม่?
สปช. เป็นกลไกที่ดี และยิ่งเห็นรายชื่อของคนเด่น ดัง และมีประวัติการทำงานที่น่าประทับใจไม่น้อย ก็ยิ่งน่าจะมีความหวังว่าจะมีข้อเสนอปฏิรูปในทุกวงการอย่างคึกคักและมีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม
แต่ต้องให้แน่ใจว่ากระบวนการถกแถลง และแลกเปลี่ยนเพื่อหาข้อสรุปสำหรับเขียนเป็น “วาระปฏิรูปแห่งชาติ” นั้นจะทำอย่างไรไม่ให้ สปช. กลายเป็นแค่ “วงสนทนาเร่าร้อนที่หาข้อสรุปไม่ได้” ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการ “เสียของ” อีกรอบหนึ่ง
ความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมร่างแผนปฏิรูปประเทศนั้น เป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ต่อแต่นี้ไปจะต้องให้แน่ใจว่าคนที่ไม่ได้รับเลือกเป็น 250 คนใน สปช.นั้น จะยังมีบทบาทช่วยเสนอความคิดเห็นในแผนการปฏิรูปอย่างสำคัญด้วย
เพราะท้ายที่สุด การปฏิรูปที่แท้จริงย่อมไม่เกิดเฉพาะในสภาปฏิรูปเท่านั้น
คนไทยทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ในการปฏิรูปสังคม ที่รอการแก้ไขและยกเครื่องมานานแล้ว






