คสช. กับ ครม. แฝดสยามคู่ใหม่

คสช. กับ ครม. แฝดสยามคู่ใหม่

ผมไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดคำว่า “โปลิตบูโร” (Politburo) มาอธิบายโครงสร้าง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(คสช.) ใหม่ หลังจากมีการตั้งคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

อีกทั้งไม่ทราบเช่นกันว่า ใครเป็นคนคิดว่าจะเรียก คสช. ในภาพใหม่ว่าเป็น Super Cabinet

แต่ไม่ว่าจะมีต้นตอมาจากไหน สองคำนี้ก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “คณะรัฐมนตรี” กับ “คสช.” ในกรอบการบริหารประเทศใหม่ขณะย่างเข้าขั้นที่ 2 ของ Roadmap ของ คสช. ซึ่งจะต้องเผชิญกับการทดสอบหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน

โดยภาษาทางการของหัวหน้า คสช.นั้น รัฐบาลกับ คสช. จะทำงานเคียงคู่กันไปโดย คสช.จะดูแลเรื่องความมั่นคง และรัฐบาลบริหารกิจการของบ้านเมืองเรื่องอื่น ๆ ไป

แต่เมื่อมีคำว่า Politburo และ Super Cabinet ปรากฏขึ้นมาก็ย่อมจะตีความต่อไปได้ว่า คสช. จะยังมีอำนาจเหนือ ครม. และรัฐบาลจะทำอะไรก็คงต้องเหลือบไปดู คสช.ที่อยู่ข้างบนว่าจะเอาด้วยหรือไม่

และเมื่อ นายกฯกับหัวหน้า คสช. เป็นคนเดียวกัน อีกทั้งรัฐมนตรีหลายคนก็คงอยู่ใน คสช. ด้วย การประสานงานและรับรู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ก็คงจะไม่สลับซับซ้อนอะไร ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเกิดประเด็นเรื่องความเห็นที่แตกต่างในเรื่องสำคัญระดับนโยบาย ถึงขั้นที่จะต้องแสดงจุดยืนของแต่ละคนในเรื่องนั้น ๆ

และบ่อยครั้งอาจจะต้องมีความชัดเจนว่า พลเอกประยุทธ์ พูดในนามหัวหน้า คสช. หรือในฐานะนายกรัฐมนตรี

เพราะแม้จะรับรู้กันว่าท่านมีอำนาจควบคุมกลไกรัฐในทุกระดับ แต่ก็จำเป็นจะต้องรู้ว่าในแต่ละสถานภาพนั้น ท่านตัดสินในเรื่องสำคัญ ๆ ด้วยเหตุผลจากมุมมองด้านใด เพราะบางครั้งคำว่า “ความมั่นคง” ที่นัยว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของ คสช.นั้น สามารถตีความได้หลากหลายแม้กระทั่งในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งควรจะอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี

ประชาชนทั่วไปย่อมต้องการรู้ว่าการแบ่งแยกหน้าที่ของสองกลไกระดับนโยบายอันสำคัญนั้น มีความชัดเจนในทางปฏิบัติอย่างไร และการตัดสินใจในแต่ละประเด็นมีที่มาที่ไปและถกแถลงกันด้วยเหตุผลอันใด

เพราะเมื่อท่านผู้นำเน้นเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในคำปราศรัยต่อสาธารณชนเป็นพิเศษแล้ว การสร้างความกระจ่างในความสัมพันธ์ของการทำงานระหว่าง คสช. กับ ครม. จึงมีความสำคัญต่อความเข้าใจของสาธารณชน ในอันที่จะประเมินได้ว่าระบบบริหารประเทศเช่นนี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับที่เคยพบเห็นมา

หนีไม่พ้นว่าผู้คนจะต้องเปรียบเทียบวิธีการบริหาร “ในภาวะไม่ปกติ” ยามนี้ กับระบบการทำงานของรัฐบาล “ในภาวะปกติ” เพื่อประเมินว่าการเมืองไทยเราควรจะก้าวเดินไปทางใด และรูปแบบของการ “ปฏิรูป” ประเทศ ที่กำลังจะเป็นเรื่องราวของการระดมสมองใน “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” นั้นควรต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรจึงสามารถรับใช้ความต้องการของประชาชน

แน่นอนว่าทั้ง คสช. และ ครม. ต้องตระหนักว่านี่เป็นกลไกชั่วคราวเฉพาะกิจ ไม่ได้มาจากระบบการเลือกตั้งตามปกติที่ควรจะเป็น แต่ก็ต้องตอบสนองความคาดหวังที่สูงมากของประชาชนทุกหมู่เหล่า จึงต้องทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้องอธิบาย “ความชอบธรรม” ของการนั่งทำงานในหน้าที่ระดับประเทศ เคียงคู่ไปกับการแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างทุ่มเทตั้งใจและซื่อสัตย์

อีกทั้งยังจะต้องแสดงถึงความพร้อมที่จะฟังเสียงแนะนำ, ติติง, วิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์และจริงใจ จากผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในแต่ละด้านอย่างเปิดเผยและโปร่งใสด้วย

บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ไม่มี U-Turn แล้วเพราะเห็นแบงก์ชาติบอกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นแบบ V-shape กันทีเดียว