คลอดออกมาแล้วตามโรดแมพที่ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
เคยประกาศเอาไว้เป๊ะ สำหรับคณะรัฐมนตรี"ประยุทธ์ 1"
ที่ต้องเรียก"ครม. ประยุทธ์ 1"เพราะหัวหน้า ครม.บอกเองว่าอาจมีการปรับใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้งถ้ารัฐมนตรีบางรายทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจ
วันนี้หลายคนคงได้ยลโฉม ได้เห็นหน้าค่าตา ครม.ใหม่ไปแล้ว และคงบอกตัวเองได้ว่าสมกับที่ตั้งตาคอยหรือไม่ คุ้มค่ากับการฝ่ากระแสต้านของต่างประเทศ จากการหยุดใช้ประชาธิปไตยชั่วคราวของเราหรือเปล่า
ภาพรวม ครม.เป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการค่อนข้างเยอะ แต่จะเรียกว่าเป็น"ครม.เทคโนแครต"ก็อาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากนัก เพราะหลายคนที่เข้าไปเป็นเสนาบดีในบางกระทรวง ก็ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเฉพาะในงานที่กระทรวงนั้นๆ รับผิดชอบ
โดยเฉพาะการมีทหาร อดีตทหาร และตำรวจ อยู่ใน ครม.ถึง 12 คน ไม่รวม พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล!
ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าทหารไม่เก่ง หรือทำงานไม่ได้ แต่การส่งทหารเข้าไปนั่งในกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะเป็นอย่างสูง อย่างที่กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการต่างประเทศ คงตอบคำถามประชาชนที่เฝ้ามองอยู่ลำบาก โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่"คนบัวแก้ว"ส่งสัญญาณเตือนแล้วเตือนอีกว่าไม่ควรเอาทหารมานั่ง โดยเฉพาะทหารที่ร่วมในขบวนยึดอำนาจด้วย เพราะจะทำให้การประสานทางฝั่งอเมริกากับยุโรปเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น
แต่แล้วสัญญาณที่ส่งไปก็เงียบหาย...ไม่ได้รับการตอบสนอง!
และคงไม่อาจบอกได้ว่า ครม.ชุดนี้เป็น"ครม.เทคโนแครต"อย่างแท้จริงเพื่อมาบริหารงานในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ สร้างความปรองดอง วางกฎกติกา ปฏิรูปประเทศใหม่ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะดูจากโฉมหน้า ครม.แล้ว ยังมีประเภท"ตอบแทนบุญคุณ"หรือ"ทดแทนบุญคุณ"อยู่หลายคน
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดอธิบายเอาไว้ล่วงหน้าเองในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อ 29 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า "เพื่อน-พี่-น้อง และคนที่ไว้ใจ"ยังมีความจำเป็น ไม่อย่างนั้นทำงานไม่ได้ (ตามด้วยวาทกรรมที่ว่าใครทำงานไม่ดีก็เปลี่ยนออก เพราะปรับครม.ได้บ่อยๆ ดังที่เกริ่นไว้ทีแรก)
คำถามก็คือ รัฐบาลหลังการรัฐประหารที่น่าจะทำหน้าที่ในการ"เปลี่ยนผ่านประเทศ"เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการปฏิรูปและสร้างปรองดองอย่างแท้จริงนั้น แตกต่างกันอย่างไรกับรัฐบาลของนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ที่ก็ใช้คนใกล้ชิด คนใกล้ตัว คนที่ไว้วางใจ และคอนเนคชันในมิติต่างๆ เช่นกัน
อย่าบอกว่าความต่างคือรัฐบาลชุดใหม่นี้ไม่โกง เพราะยังไม่ได้เริ่มบริหารงานกันจริงๆ เลย คงจะรับประกันล่วงหน้าไม่ได้ และไม่ควรพูดว่ารัฐมนตรีทำงานไม่ดี ก็ปรับใหม่ได้ เพราะมันสะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารในการจัดคนให้เหมาะสมกับงาน
สิ่งที่อยู่ข้างหลังภาพสวยหรูและความตื่นตาตื่นใจที่กำลังมี ครม.ใหม่ ก็คือ มันก็เป็นการจัด ครม.แบบผู้ชนะ ทิ้งฝ่ายแพ้ไว้นอกวง เพราะคัดสรรเฉพาะฝ่ายตนเข้ามาทำงานและมีอำนาจ ขณะที่ฝ่ายแพ้ก็รอวันฟ้าเปิด ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อตัวเองจะกลับเข้ามา แล้วก็จัด ครม.แบบผู้ชนะเหมือนเดิม เป็นวังวนไม่มีอะไรเปลี่ยน
อีกเรื่องคือโผทหาร แม้ในยุคที่หน้าฉากทหารเป็นใหญ่ แต่ก็ยังมีกระแสของความไม่พึงพอใจซ่อนอยู่ข้างหลังเช่นกัน โดยเฉพาะที่กองทัพเรือ เพราะตามโผจะมีการดัน"ตท.13"ในกลุ่ม"5 ฉลาม"ขึ้นเป็น ผบ.ทร.คนใหม่ ซึ่งหากเป็นจริงตามข่าวก็จะทำให้ ตท.13 เป็น ผบ.ทร. 3 คนต่อเนื่องกัน ตั้งแต่พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัยผบ.ทร.คนปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการ แต่มีงานใหม่รออยู่แล้วคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ฉะนั้นหาก ผบ.ทร.คนใหม่ยังเป็น ตท.13 อีก ก็เท่ากับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ รุ่นเดียวครองเก้าอี้สูงสุดของกองทัพมากถึง 3 คน!






