วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนี Dow Jones และ S&P ทำ NEW HIGH

ในวันที่ 26 ส.ค. 2557 S&P Index ได้ทำ All-time High แตะ 2005.04 จุด

ในขณะที่ Dow Jones Industrial Average หรือ DJIA ก็ได้ทำ New High ที่ 17153.80 จุด การปรับตัวขึ้นของ Index นี้เกิดขึ้นหลังจากถ้อยแถลงของ Jenet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมที่ Jackson Hole | Wyoming เพียง 5 วัน

การประชุม Jackson Hole มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และยิ่งมีความสำคัญอย่างมากเมื่อในการประชุมกนง.ของอังกฤษ องค์ประชุม 2 จาก 9 ท่าน ได้ Vote ให้ Bank of England (หรือ BOE) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 19 ส.ค. นี้เอง จริงอยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าของสหรัฐฯ แต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างชัดเจน ย่อมทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าประธาน FED จะให้ทิศทางเกี่ยวกับช่วงเวลาที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก อย่างชัดเจน

ในช่วงเวลาของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หรือประมาณต้นปี 2557 นี้ การฟื้นตัวของภาคแรงงาน (Labor market) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ Policymaker อย่าง FED ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเลข Non-farm payroll และ Unemployment rate จากการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดวันที่ 29-30 ก.ค. 2557 นั้น FED เริ่มกล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate แม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า เมื่อไร และ อย่างไร แต่ตลาดคาดว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่สมาชิก FED ทั้ง 16 ท่านเคยประเมินไว้ใน Dot Plot ครั้งก่อน

ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี DJIA พุ่งขึ้น 2.0% และ S&P 500 บวก 1.7% ซึ่งปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน นอกจากนี้ ทั้ง Dow Jones และ S&P 500 ยังทำสถิติดัชนีรายสัปดาห์ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือนอีกด้วย เนื่องจากนักลงทุนต่างขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส และผลประกอบการอันแข็งแกร่งที่มีการเปิดเผยในรอบสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq พุ่งขึ้น 1.6% ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา

นาง Yellen กล่าวว่า ตลาดแรงงานสหรัฐกำลังปรับ ตัวดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีภาวะซบเซาอยู่ ประธาน FED ใช้คำว่า “ไม่มีสูตรง่ายๆ สำหรับนโยบายที่เหมาะสม” เนื่องจากมีความยุ่งยากและซับซ้อนในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซบเซาและแรงกดดันเงินเฟ้อในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยนาง Yellen ยังคงสงวนท่าที ในการแสดงความเห็นว่าการฟื้นตัวดังกล่าวจะมีผลต่อนโยบายการเงินของ FED หรือไม่

เธอกล่าวย้ำว่า นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า พร้อมกับเน้นย้ำด้วยว่า การเปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Tightening) ทันทีที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2% นั้น อาจเป็นการขัดขวางไม่ให้ตลาดแรงงานฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ และอาจไม่ สอดคล้องกับ Dual Mandate (การจ้างงานสูงสุด และความมีเสถียรภาพด้านราคา) ของ FED ตลาดแทบไม่มีปฏิกิริยาต่อถ้อยแถลงของเยลเลน เนื่องจากเธอไม่ได้ส่งสัญญาณ ใดๆแก่นักลงทุนในประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ประเด็นนี้เป็นจุดสนใจของนักลงทุนเพราะคาดกันว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะถูกกระทำพร้อมกับการขายตราสารหนี้ทั้ง US Treasury และ Mortgage Backed Security ออกสู่ตลาดในจำนวนมาก และจะทำให้ตลาด Crash ได้

ในทุกการประชุมของ FOMC สมาชิก FED ทั้ง 16 ท่านจะส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเวลาต่างๆ ไปราว 2-3ปี ข้างหน้า และในคราวนี้ James Bullard ประธานเฟด เซนต์หลุยส์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในช่วงเช้าของวันประชุม Jackson Hole ว่าเขายังคงยืนยันการคาดการณ์ว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงท้ายไตรมาสแรกของปี 2016 ขณะที่ Dennis Lockhart ประธานเฟด แอตแลนตา กล่าวกับ CNBC ภายหลัง Yellen แถลงว่า น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจมีขึ้นในช่วงกลางปี 2015

ในกระบวนการ EXIT หลังจากหยุด QE แล้วนั้น FED จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะปล่อยให้ตราสารหนี้ที่ถือครองครบอายุลง (แทนที่จะ Dump ขายในตลาดและทำให้ดอกเบี้ยขึ้นรุนแรง) และจะทยอยลด Mortgage securities ลง นอกจากนี้ยังมีการ debate ในประเด็นความเหมาะสมและความจำเป็นของการใช้ Fed Funds Rate (FFR) เป็นดอกเบี้ยนโยบายต่อไป เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา Foreign Banks ได้ประโยชน์จากการ Raise funds ผ่าน Money Market Funds ใน US และนำไปฝากไว้กับ FED ที่ Fed Fund Rate กินส่วนต่างร่วม 0.25% (เพราะสามารถกู้ยืมด้วยการออกตราสารหนี้ให้แก่ MM fund ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก) เรียกได้ว่า หน้าต่างนี้เปิดทางให้กับ Foreign banks เข้ามากิน Spread บนดอกเบี้ยระยะสั้นได้โดยง่าย

จากรายงานของ New York Fed พบว่า Foreign Banks คิดเป็น 60% ของFed Funds Market Trading ในปี 2012 ... ซึ่งนี่ คือ ขอบเขตที่สถาบันการเงินในประเทศ หรือ US banks ยินดีที่จะปล่อยผ่านไป เพราะไม่ต้องการเสียค่า FDIC (หรือ Federal Deposit Insurance Corporation คล้ายๆ สถาบันรับประกันเงินฝากบ้านเรา) บนยอดการกู้ยืม ... แม้จะได้ข้อสรุปว่า ระบบการเงินของสหรัฐฯ ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ FFR ต่อไป เนื่องจาก ตราสารอนุพันธ์จำนวนมากยังคงผูกกับ FFR แต่คาดกันว่า FED จะเริ่มใช้การประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น Band คือ ค่าบนของ Band (Upper end) จะใช้กับ “IOER” หรือ “Interest on Excess Reserve” หรือ ดอกเบี้ยที่จ่ายให้เงินส่วนที่เกินจาก Reserve requirement ในขณะที่ ค่าล่าง (Lower end) ของ Band หรือ ON RVRP (Overnight Reverse Repo Rate) เป็นค่าที่สะท้อน "FED FUND RATE” Target

หลังจากที่ FED ได้รับการอนุมัติให้สามารถจ่ายดอกเบี้ยบน Excess reserve (ส่วนเกิน จาก Required reserve) ได้ ยอด Outstanding ของ Excess reserve เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากแตะ USD 1.5Trillion สูงกว่า Required reserve 15เท่า (Required reserve อยู่ที่ USD 100Billion) ระดับของ Reserve ที่สูงมากกว่าปกติมาจากหลายเหตุการณ์ในอดีต เช่น การก่อการร้ายในเดือน ก.ย. ปี 2001 และ Financial crisis ในเดือน ส.ค. 2007 …. คาดว่าในที่สุดแล้ว Fed จะต้อง Address ใน 2 ประเด็น คือ Excess reserve และการใช้ FFR เป็น Policy Rate เพราะเริ่มถูกพูดถึงอย่างมากว่า มีความเหมาะสมเพียงไร และสามารถสะท้อนสภาพคล่องที่แท้จริงได้ดีเพียงไร