วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.คืนท่อฯ ครบหรือยัง?

เพื่อความชัดเจนในการทำความเข้าใจว่า ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวันที่ 14 ธ.ค. 2550

ครบถ้วนแล้วหรือไม่ สมควรจำแนกชนิดท่อทั้งหมดของ ปตท.ดังนี้

1. ปัจจุบัน ปตท.มีท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดความยาว 3,663 กม. 1 ใน 3 เป็นท่อที่สร้างหลังจากการแปรรูปคือ 1,239 กม. ท่อส่วนนี้ไม่อยู่ในขอบข่ายของคำพิพากษา

2. ท่อที่สร้างก่อนการแปรรูป มีทั้งหมด 2,424 กม. เป็นท่อบนบก 1,061 กม. ในทะเล 1,363 กม.ท่อส่วนนี้แหละที่อยู่ในขอบข่ายการพิจารณาของคำพิพากษา

จากที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนการแปรรูป ปตท.นั้น แม้คำวินิจฉัยในวันที่ 14 ธ.ค. 2550 จะระบุว่าการออกพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับที่ใช้ในการแปรรูป ปตท.ในปี 2544 ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้รับการแก้ไขโดย พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานซึ่งโอนอำนาจรัฐออกมาจาก บมจ.ปตท.แล้ว จึงพิพากษาไม่เพิกถอนการแปรรูป แต่ให้ ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินต่อไปนี้คืนแก่รัฐ ทั้งนี้ บมจ.ปตท.ยังคงมีสิทธิใช้งานได้โดยจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐ

๐ ที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนโดยใช้อำนาจมหาชนของการปิโตรเลียมฯ และจ่ายค่าทดแทนโดยการปิโตรเลียมฯ

๐ ที่ดินของเอกชนที่การปิโตรเลียมฯใช้อำนาจมหาชนรอนสิทธิ และจ่ายเงินทดแทนโดยการปิโตรเลียม

๐ ท่อก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ที่อยู่ใต้ที่ดินดังกล่าวทั้งสองประเภท

ดังนั้น ส่วนที่ยังคงเป็นของ ปตท.ตามคำพิพากษาคือ

ก. ส่วนท่อบนบกที่ ปตท.ได้มาโดยมิได้มีการเวนคืนหรือรอนสิทธิ์ แต่ได้มาโดยการจัดซื้อ จัดหา หรือแลกเปลี่ยนตามกฎหมายเอกชน เช่น การซื้อ ซึ่งมี 43.5 กม. หรือการขออนุญาตหน่วยราชการใช้ อาทิ กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน รวม 359 กม.

ข. ส่วนท่อในทะเล ซึ่งไม่มีเอกชนเป็นเจ้าของที่ดินจึงไม่มีการใช้อำนาจมหาชนในการเวนคืนหรือรอนสิทธิ์เอกชนแต่อย่างใด ถึงแม้มีการใช้อำนาจมหาชนในการประกาศเขตระบบเพื่อกำหนดพิกัดในการวางท่อ และถึงแม้ทะเลในอาณาเขต 12 ไมล์ทะเลจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลกำหนดให้ส่งคืน

ที่ดินและท่อที่ส่งคืนตามคำสั่งศาลจึงประกอบด้วย ที่ดินที่เวนคืนประมาณ 1.5 กม. (มูลค่า 1 ล้านบาท) สิทธิการใช้ที่ดินที่มาจากการรอนสิทธิประมาณ 369 กม. (1,124 ล้านบาท) ระบบท่อใต้ที่ดินเหล่านี้ 14,808 ล้านบาท รวมเป็น 371 กม.(ดูเส้นสีแดงในภาพประกอบ) คิดเป็น 48% ของท่อ 773 กม.ที่ใช้เงินของรัฐในการสร้างรวมมูลค่า 15,933 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดินและระบบท่อย่อย 242 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ส่วนท่อบนบกอีก 288 กม.นั้นมิได้ใช้เงินลงทุนของรัฐ แต่เป็นเงินลงทุนของเอกชน เช่น ท่อที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยสร้างเพื่อใช้ส่งก๊าซไปยังโรงปูน 210 กม. เป็นต้น

อนึ่ง ตั้งแต่มีการควบรวมองค์การท่อก๊าซธรรมชาติและองค์การเชื้อเพลิงเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยนั้น แทบมิได้มีการใช้งบประมาณรัฐในการลงทุนแต่อย่างใดเลย

การแยกกิจการท่อออกจาก บมจ.ปตท. นั้น แยกได้เฉพาะส่วนที่ ปตท. เป็นเจ้าของ ส่วนที่เป็นของรัฐบริษัทท่อฯ จะต้องไปเช่าจากกระทรวงการคลังเหมือนอย่างในปัจจุบัน จึงจะครบเป็นระบบท่อที่ใช้งานได้

หลังจากมีคำพิพากษา ครม.สุรยุทธ์ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์และกระทรวงมหาดไทยโดยกรมที่ดิน ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง กรมธนารักษ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแบ่งแยกทรัพย์สินประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้ง สนง.กฤษฎีกาซึ่ง ครม.มอบหมายให้หาข้อยุติทางกฎหมายเข้าใจว่าไม่มี สตง.เพราะได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายตรวจสอบความถูกต้อง ไม่น่าเป็นการกีดกันอย่างที่กล่าวหากัน

ขณะที่ สตง.และภาคประชาชนผลักดันประเด็นโต้แย้งว่าการคืนท่อไม่ครบ ศาลก็ได้ยืนยันว่าครบแล้วมาโดยตลอด

1) 26 ธ.ค. 2551 ศาลปกครองสูงสุด ได้บันทึกในคำร้องรายงานสรุปของ ปตท. ว่า บมจ.ปตท.ดำเนินการโอนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว แต่ในวันที่ 5 ม.ค. 2552 ปตท.ได้รับหนังสือ สตง. ลงวันที่ 26 ธ.ค. 2551 แจ้งรายงานของ สตง. ว่ายังคืนท่อไม่ครบ

สตง.ยังมีหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ เมื่อ 20 ก.พ. 2552แจ้งความเห็นว่า ปตท.ยังคืนท่อไม่ครบ อย่างไรก็ตาม ในท้ายของหนังสือดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ว่าการส่งมอบท่อ “จะครบถ้วนและเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นยุติ”

2) 3 มี.ค. 2552 ศาลปกครองสูงสุด ได้ยกคำร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องขอให้ศาลไต่สวนการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา และได้แนบรายงานการตรวจสอบทรัพย์สินของ สตง.ประกอบคำร้องดังกล่าวด้วย โดยศาลได้พิจารณาและยืนยันว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้ กลางเดือน มี.ค. 2552 สำนักงานศาลปกครองได้มีหนังสือแจ้งไปยัง สตง. ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

3) 2 พ.ย. 2555 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ยื่นฟ้องว่า ปตท. คืนท่อตามคำพิพากษาไม่ครบและขอให้ศาลตัดสินให้ปตท.คืนท่อในทะเลด้วย โดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษาว่า ปตท.ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

จะเห็นได้ว่า ศาลปกครองได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้ง และได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า บมจ.ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความสับสนจากการรณรงค์ของภาคประชาชนกรมธนารักษ์เองก็ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในรายงานประจำปีของ ปตท.ทุกๆ ปี สตง.ก็ตรวจและรับรองงบการเงินของ บมจ.ปตท.ตามปกติ

อนึ่ง หาก บมจ.ปตท.จะส่งคืนทรัพย์สินที่นอกเหนือจากคำพิพากษา ถือว่าคณะกรรมการและผู้บริหารกระทำเกินหน้าที่และก่อความเสียหายแก่บริษัท จะเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชน และ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ได้มีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องในปี 2555 ก็คงต้องรอดูว่าศาลปกครองสูงสุดจะคงยืนยันว่า บมจ.ปตท.คืนท่อครบหมดแล้วเป็นครั้งที่ 4 หรือไม่