วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

เรื่อง ขอให้แก้ไขทีโออาร์ การเปิดประมูลรถโดยสาร NGV ของ ขสมก.

เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

“Happy Families are all alike, unhappy families are unhappy in their own way” Tolstoy

1. จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ เขียนขึ้นเพื่อชี้แจงปัญหาและข้อบกพร่องร้ายแรงที่จะตามมาก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประชาชนผู้เสียภาษีอากร ถ้าท่านและคณะทำงานของท่านยังยืนยันที่จะใช้ทีโออาร์สำหรับการเปิดประมูลรถ เราไม่ขัดข้องและเข้าใจถ้าท่านต้องการให้คนกรุงเทพฯมีรถโดยสารใช้มากขึ้นเร็วๆ แต่เราไม่เห็นด้วยกับการกับการมีรถอย่างรวดเร็วและต้องแลกกับความเสียหายจากการตัดสินใจ เราไม่เห็นด้วยกับการใช้ทีโออาร์เดิมที่สะท้อนความไม่โปร่งใสและการที่จะได้รถมาอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งๆ ที่มีการอ้างว่าแก้ไขกันมา 12 ครั้ง ในช่วงเวลากว่า 1 ปี แต่เป็นการแก้ไขแบบพิธีกรรม โดย ขสมก. ปฏิเสธข้อเสนอแนะที่เป็นสาระสำคัญจากองค์กรในสังคม เช่น ป.ป.ช. องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน สมาคมและกลุ่มคนพิการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภค

2. ประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงของทีโออาร์ที่ควรได้รับการแก้ไขที่สังคมได้เคยเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง ให้แก่ ขสมก. ที่สำคัญ ได้แก่

1) ราคากลางสูงเกินไป 2) การให้คะแนนทางเทคนิคเปิดโอกาสให้ใช้อำนาจฉ้อฉล 3) นำ Chassis รถบรรทุกมาดัดแปลงเป็นรถโดยสาร 4) ข้อเรียกร้องในคุณภาพการให้บริการสิทธิในการมีและเข้าถึงบริการรถโดยสารของคนพิการ เด็ก และ คนชรา ในการได้รถโดยสารไร้บันไดสำหรับรถโดยสารทุกประเภท ไม่ได้รับการตอบสนอง 5) การป้องกันไม่ให้มีการแบ่งงานกัน (ฮั้ว) ระหว่างผู้ประมูลโดยไม่จัดให้มีการประมูลพร้อมกันทั้งหมดครั้งเดียว

ในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ เราขอให้ข้อมูลแก่ท่านและคณะทำงานของท่านเรื่องเดียวคือเรื่องราคากลางซึ่งเราคิดว่ารัฐสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้ระดับพันล้านบาท

3. ทำไมราคากลางจึงสูงไป ไม่น่าเชื่อถือ เป็นราคาที่ไม่รักษาผลประโยชน์ภาครัฐ ราคากลางที่รัฐน่าจะใช้ ควรเป็นราคาที่สะท้อนกำไรปกติ สะท้อนการแข่งขัน ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐโดยไม่มีความชอบธรรมหรือเกิดจากการตั้งราคาที่มีการตกลงกันระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้เข้าประมูล และระหว่างผู้เข้าประมูลด้วยกัน

ราคากลางจากทีโออาร์ตั้งแต่ฉบับแรกถึงฉบับที่ 12 กำหนดราคารถธรรมดาไว้ที่ 3.8 ล้านต่อคัน และรถปรับอากาศที่ 4.5 ล้านต่อคัน ราคานี้เป็นราคาที่ทีโออาร์ระบุว่ามาจากราคาที่กำหนดไว้สำหรับการของบประมาณซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ครม. ซึ่งตามเอกสารทีโออาร์ไม่เคยแจกแจงรายละเอียดที่เป็นระบบง่ายต่อการเข้าใจและการวิเคราะห์เพื่อบอกถึงความน่าเชื่อถือว่าราคาที่ของบประมาณและจะใช้เป็นราคากลางนั้นคิดมาได้อย่างไร บอกแต่เพียงว่าเป็นราคาที่สอบถามจากผู้ขาย 2-3 บริษัท แล้วได้ราคามาโดยสมมติว่าจะซื้อได้ถูกลงประมาณ 10-15% ราคานี้มีข้อบกพร่องมากสำหรับการประมูลรถครั้งนี้ เพราะรถเป็นรถสำเร็จรูปที่ประกอบจากต่างประเทศ เสียภาษีร้อยละ 40 แต่การประมูลรถครั้งนี้ รถต้องประกอบตัวถังในเมืองไทย (ยกเว้นรถในเขต 6 จำนวน 489 คันตามทีโออาร์ฉบับที่ 12 ล่าสุด ซึ่งจะเสียภาษีที่ต่ำกว่ามากคือ 0-30% ซึ่งจะมีผลต่อราคารถที่ต่ำลง)

ทางคณะทำงานติดตามเฝ้าระวังการซื้อรถเมล์ของ ขสมก. ที่ ป.ป.ช. แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก ได้แก่ รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ (ประธาน) รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อ.ศิริบูรณ์ เนาว์ถิ่นสุข และคุณชิดชนก เขมาวุฒานนท์ ได้ใช้เวลาพอสมควรในการหาราคากลางจากแหล่งต่างๆ เราขอแสดงตัวอย่างความน่าเชื่อถือและประโยชน์ที่จะเกิดแก่ภาครัฐ แก่คนไทยผู้เสียภาษี และเป็นวิธีการป้องกันวิธีการทุจริตโดยการใช้ราคากลางให้เป็นประโยชน์อย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกรมศุลกากรที่มอบให้ ป.ป.ช.

1. ในกรณีที่เป็นรถโดยสารสำเร็จรูปใช้เชื้อเพลิงก๊าซ CNG จากประเทศจีน (เสียภาษี 40%)

รถบัสใช้เชื้อเพลิงแก๊ส CNG ปี 2012 สำเร็จรูปชนิด YUTONG ZK122HN9 ราคา 2.87 ล้านบาท (เป็นราคาที่รวมภาษี 9.56 แสนบาท) YUTHONG ZK6770HNGA9 ราคา 2.81 ล้านบาท (เสียภาษี 9.36 แสนบาท) รถซิตี้บัส 12 เมตรราคา 1.953 ล้านบาท (ภาษี 6.49 แสนบาท) รถปรับอากาศชนิด ZHONGTONG LCK6125GC ราคา 2.61 ล้านบาท (ภาษี 8.68 ล้านบาท) รถชนิด YUTONG MODEL ZK6770HNGA9 ราคา 2.33 ล้านบาท (รวมภาษี 7.76 แสนบาท) ราคาที่ต่างกันมากอาจเกิดจากความแตกต่างระหว่างรถปรับอากาศกับรถธรรมดา (มีรายการเดียวที่ระบุว่าเป็นรถปรับอากาศราคา 2.6 ล้านบาท) รายละเอียดที่แตกต่างกันของชิ้นส่วนสำคัญๆ หรือการแจ้งราคารถเพื่อเสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม สเปครถของ ขสมก. เป็นสเปคขั้นต่ำทีโออาร์ไม่ได้กำหนดอะไรที่ต้องเป็นของดีพิสดารที่จะทำให้ราคาสูงขึ้น ถึงกระนั้นก็ตาม เราได้เลือกราคาของกลุ่มราคาสูงซึ่งอยู่ระหว่าง 2.6 ถึง 2.87 ล้านบาท ถ้าราคากลมๆ ก็จะอยู่ที่ 3 ล้านบาทเพื่อให้เห็นภาพตัวเลขดูง่าย ถ้าให้ gross profit margin ตั้งแต่ 10% 20% และ 30% ก็จะได้ราคากลางอยู่ที่ประมาณตั้งแต่ 3.3 ล้าน, 3.6 ล้าน และ 3.9 ล้าน ตามลำดับ ข้อเท็จจริง และวิธีการหาราคากลางที่เหมาะสมในลักษณะนี้ จะใช้ในกรณีที่มีการนำเข้าเป็น chassis พร้อมเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน

2. กรณีรถนำเข้าแชสซีส์ (Chassis) พร้อมเครื่องยนต์เราเลือกแชสซีส์พร้อมเครื่องยนต์ CNG จากประเทศจีน (เสียภาษี 0-30%) เราเลือกราคาที่สูงที่สุดไว้ก่อน คือ แชสซีส์พร้อมเครื่องยนต์ CNG ชนิด YAXING YX612HJC ราคา 1.966 ล้านบาท (ซึ่งรวมภาษี 30% ไว้แล้วจำนวน 5.52 แสนบาท) ด้วยข้อมูลนี้ เรานำมาประกอบกับต้นทุนการประกอบรถปรับอากาศและรถธรรมดาของผู้ประกอบรถยนต์ค่ายยุโรปรายหนึ่งที่ทำรายละเอียดประเมินต้นทุนให้คณะทำงานของ ป.ป.ช. อย่างละเอียด โดยมีราคาสำหรับรถปรับอากาศที่ 1.39 ล้านบาทต่อคัน และรถธรรมดา 9.44 แสนบาทต่อคัน เนื่องจากราคานี้เป็นราคารถยุโรป เราใช้ราคาร้อยละ 80 ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับสเปคของที่ทีโออาร์ซึ่งเป็นสเปคขั้นต่ำ ทำให้ได้ราคาตัวถังของรถปรับอากาศที่ 1.1 ล้านบาท และรถธรรมดา 7.54 แสนบาทต่อคัน (ต่างกันประมาณ 3.5 แสน) เราคิดว่าถ้าบวกกำไร 10% 20% และ 30% ให้กับผู้ขายรถ ราคาน่าจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับกรณีรถนำเข้าสำเร็จรูป คือประมาณ 3.3-3.9 หรือ 4 ล้านบาทเป็นอย่างมากสำหรับรถปรับอากาศ ส่วนรถธรรมดามีราคากลางตั้งแต่ใกล้ 3 ล้านบาท ไปจนถึงไม่เกิน 3.5 ล้านบาท กำไรที่ให้ไว้สูงสุดถึง 30% ควรจะสามารถดูแลประเด็นที่ราคานำเข้ารถสำเร็จรูป (CBU) และการนำเข้า chassis พร้อมเครื่องยนต์มีการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

การปรับราคากลางลงมาจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้ประมาณ 2-3 พันล้านบาท หรือประมาณ 15-25% ซึ่งนับว่าไม่น้อย เป็นสิทธิที่ผู้เสียภาษีคนไทยควรได้รับ เงินจำนวนนี้สามารถนำมาใช้จ่ายสำหรับรถไร้บันไดสำหรับคนพิการ

ขอแสดงความนับถือ

รองศาสตราจารย์ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์