วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าโหนกระแสควบรวมกิจการ มองข้ามความเสี่ยงฟองสบู่ตลาดหุ้น

เมื่อต้นสัปดาห์นี้มีรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ เกี่ยวกับบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ ได้รับข้อเสนอเทคโอเวอร์

กิจการจากบริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของไทย โดยที่บริษัทไลอ้อน แคปิตอล แอลแอลพี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ ในสหรัฐคาดหวังที่จะได้รายเงินจากการขายกิจการครั้งนี้ 1,500 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ เป็นผู้ผลิตปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนส์กระป๋องรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ที่สำคัญการเสนอซื้อครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงรายเดียว แต่บริษัทโพสต์ โฮลดิงส์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทอาหารบรรจุภัณฑ์ของสหรัฐก็ยื่นคำเสนอซื้อเข้ามาด้วย ที่อาจจะส่งผลให้ราคาซื้อขายในตลาดมีความผันผวนและผู้ซื้ออาจไม่ได้ในราคาถูกมากนัก

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ออกมาบอกว่าจะทบทวนเกณฑ์รวมกิจการรับอาเซียน โดยที่กรมการค้าภายในเตรียมเร่งหาข้อสรุปเกณฑ์การควบรวมธุรกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเพิ่มขีดแข่งขันทางการค้า และสอดคล้องกับการเข้าสู่ความร่วมมือในการรวมประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน หรือ AEC พร้อมกันนี้ยังจะมีการทบทวนตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพื่อป้องกันการผูกขาด หรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันควบคู่กันไปด้วย สำหรับการควบรวมกิจการที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงตั้งแต่ปี 2551-2556 เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 10-20 ราย โดยกิจการประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้าง บริการ อุตสาหกรรมและธุรกิจการเงิน โดยที่ธุรกิจไทยไปเทคโอเวอร์กิจการในต่างประเทศก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามล่าสุด นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน กล่าวว่าบริษัทกำลังเตรียมซื้อกิจการหลายแห่งเพื่อเพิ่มยอดขายในปีหน้าสู่ระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์ จากยอดขายเมื่อปี 2556 ที่ 3,660 ล้านดอลลาร์ และปรับยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 5,000-8,000 ล้านดอลลาร์ในระยะ 5-6 ปีข้างหน้า แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในปี 2532 การซื้อกิจการของบริษัทบัมเบิล บี ฟู้ดส์ ได้กลายเป็นตำนานที่เกิดขึ้นมาจากความพยายามเข้าเทคโอเวอร์ของบริษัทยูนิคอร์ดของไทยมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนั้น เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเวลานั้น เกิดภาวะฟองสบู่และกระแสการเทคโอเวอร์กิจการที่เฟื่องฟูจากการใช้เงินกู้ หรือที่เรียกว่า Leverage Buyout ทำให้ต้นทุนการเทคโอเวอร์สูงขึ้นจนไม่คุ้มค่ากับการควบรวมกิจการ

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา การควบรวมกิจการและการเทคโอเวอร์ทั่วโลกเป็นเม็ดเงินถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับวงเงินในปีที่ผ่านมาทั้งปี และเทียบกับปี 2555 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งการควบรวมกิจการทั่วโลกในวงเงินกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยคำถามที่เกิดขึ้นชี้ว่ากระแสการคลั่งไคล้การเทคโอเวอร์และควบรวมกิจการนี้ เป็นผลมาจากสภาพคล่องที่เป็นเม็ดเงิน QE ของธนาคารกลางสำคัญของสหรัฐที่ทำให้ธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารมีเม็ดเงินสภาพคล่องส่วนเกินถึง 1.67 ล้านล้านดอลลาร์ ที่พร้อมจะเข้ามาสร้างกระแสการควบรวมกิจการรั้นมีส่วนในการสร้างฟองสบู่ขนาดใหญ่ลูกใหม่กับตลาดหุ้น โดยราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นเป็นภาพลวงตาที่สูงเกินจริง จนผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยเป็นความเสี่ยงสูงที่เข้าสู่ยุคฟองสบู่อีกครั้งในขณะนี้