มนุษย์วานรและมนุษย์ยุคแรก ตั้งแต่ 6 ล้านปี ถึงราว 1.5 หมื่นปีที่แล้ว เป็นมนุษย์ที่เห็นแต่ส่วนรวม
สามัคคีกันในกลุ่มมาตลอด เหตุผลอาจจะมาจากการที่พวกเขาใช้ชีวิตแบบอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ เลี้ยงชีพได้ด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ ใช้เครื่องมือเช่น ไม้และหินที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ พวกเขาจำเป็นต้องร่วมมือกันจึงจะต่อสู้กับสัตว์ใหญ่กว่า แข็งแรงกว่าได้ ในยุคโบราณที่มนุษย์มีเพียงเครื่องมือแบบง่ายๆ เช่น ขวานหินแบบหยาบๆ ไว้ใช้ล่าสัตว์ ชำแหละเนื้อ มนุษย์จำเป็นต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และร่วมมือกันล่าสัตว์ หาของป่าร่วมกัน จึงจะอยู่รอดได้
ความจำเป็นทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ที่อยู่กันเป็นกลุ่มหรือเป็นสังคมมา สัตว์หลายชนิด เช่น มด ปลวก ผึ้ง หมาป่า กวาง ลิง ฯลฯ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นอาณานิคม เพื่อช่วยเหลือกันและกันด้วยเช่นกัน แต่เป็นการร่วมมือและแบ่งงานกันทำอย่างง่ายๆ ในขณะที่มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการการร่วมมือกันเป็นกลุ่ม เป็นสังคม อย่างซับซ้อนมากกว่า
มนุษย์ยุคแรกอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ เริ่มจากครอบครัวและเครือญาติ 10-20 คน บางกลุ่มอาจจะใหญ่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ถ้ากลุ่มไหนเริ่มใหญ่มากก็อาจจะมีการแยกเป็น 2 กลุ่ม เพราะกลุ่มขนาดเล็กมีความคล่องตัวกว่า การที่มนุษย์เลือกที่จะอยู่ด้วยกันเป็นคู่สามีภรรยา คือผู้ชายที่เป็นสามีอยู่ดูแลลูกด้วย เป็นไปตามวิวัฒนาการของธรรมชาติ ที่ผู้หญิงต้องใช้เวลาตั้งครรภ์และเลี้ยงดูทารกและเด็กเล็กหลายปีมาก กว่าที่ลูกมนุษย์จะโตเป็นผู้ใหญ่และช่วยตัวเองได้ ซึ่งต่างจากลูกสัตว์ชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่มักจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วกว่า การที่มนุษย์รู้จักร่วมมือกันในกลุ่ม สื่อสารและแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างมนุษย์กลุ่มต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาสมอง ภาษา การใช้เครื่องมือ การจัดองค์กรได้อย่างชาญฉลาดกว่าสัตว์ชนิดพันธุ์อื่นๆ
นักชีววิทยาเชื่อว่ายีน (พันธุกรรม) ของสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งมีสัญชาตญาณที่จะรักษาตัวเองให้รอดและสืบเผ่าพันธุ์ให้รอด วิวัฒนาการทางธรรมชาติของสัตว์ส่วนใหญ่รวมทั้งมนุษย์ คือ การรักษาและขยายเผ่าพันธุ์ของตน การที่มนุษย์มีธรรมชาติ (สัญชาตญาณ อุปนิสัย ความโน้มเอียง) ในการร่วมมือกันอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว กลุ่มเครือญาติ กลุ่มชนเผ่า จึงเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของมนุษย์ ทั้งที่เป็นวิวัฒนาการทางธรรมชาติ และวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม การเรียนรู้จากประสบการณ์และสมองของมนุษย์ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ขนบธรรมเนียม ประเพณี สู่กันจากพ่อแม่ถึงลูกและหลาน
มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม รู้จักแบ่งงานกันทำตามความถนัดชำนาญมาตั้งแต่ยุคหินเก่า ผู้ชายล่าสัตว์ ผู้หญิงเก็บของป่า เลี้ยงลูก ทำอาหารและงานอื่นๆ ในครัวเรือน ผู้ชายแต่ละคนยังอาจชำนาญในเรื่องการล่าสัตว์ หาของป่า ฯลฯ ต่างกันด้วย นอกจากการแบ่งงานในครอบครัวและในแต่ละกลุ่มแล้ว มนุษย์ยังรู้จักแบ่งงานกันระหว่างกลุ่ม ด้วยการให้ของขวัญและการแลกเปลี่ยนค้าขายกันแบบแลกของต่อของด้วย เช่น กลุ่มที่อยู่ใกล้เหมืองหินขัด เป็นคนทำเครื่องมือหินนำไปแลกเปลี่ยนอาหารหรือสิ่งของจำเป็นกับกลุ่มอื่น การร่วมมือกันและการแลกเปลี่ยนให้ประโยชน์ต่อทุกกลุ่มและทุกคน มากกว่าจะต่างคนต่างอยู่ต่างทำ การแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือสินค้าเกิดขึ้นมาไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อผูกมิตร ร่วมมือกันป้องกันศัตรูด้วย
ในชุมชนแบบหาของป่าล่าสัตว์ นักล่าสัตว์คนหนึ่งคนใดหรือกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจะแบ่งสัตว์ที่พวกตนล่ามาให้คนทั้งกลุ่มอย่างเป็นธรรม การแบ่งอาหารกันกินเป็นธรรมเนียมของมนุษย์มาช้านานมากและยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบันในรูปของงานเลี้ยง, โรงทาน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฯลฯ นักวิชาการการอธิบายว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมนุษย์เราคาดหวังว่าถ้าวันไหนคนอื่นเป็นผู้ล่าได้ก็จะแบ่งให้เขาแบบเดียวกัน แต่ในสังคมชนเผ่าที่เลี้ยงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบัน มีการแบ่งปันให้คนชรา ผู้หญิง เด็ก คนป่วย ฯลฯ ที่ไม่อาจล่าสัตว์ได้ โดยผู้แบ่งปันไม่ได้หวังว่าจะได้รับผลตอบแทนคืนในภายหลัง
ในชุมชนหาของป่าล่าสัตว์ที่อยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ จะไม่มีการกักตุนเป็นของส่วนตัว ไม่มีการโอ้อวดว่าใครล่าได้เก่งกว่าใคร เพราะคนในกลุ่มเล็กมักรู้กันเอง คนที่ล่าสัตว์เก่งอาจจะได้รับความนิยมชมชอบจากเพศหญิงมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการทางธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตน เช่นธรรมชาติเรียกร้องให้ผู้หญิงพอใจที่จะมีความสัมพันธ์และมีลูกกับผู้ชายที่แข็งแรง ล่าสัตว์ หาของป่าเก่ง เธอคิดว่าจะช่วยให้เธอและลูกอยู่รอดได้ ผู้ชายก็เลือกผู้หญิงที่ดูมีสุขภาพดี แข็งแรง สวยงาม เป็นแม่พันธุ์ที่ดีได้
ในชุมชนกลุ่มเล็กๆ ยุคโบราณ มนุษย์ใช้ชีวิตรวมกันและแบ่งงานแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบการเมืองการปกครองที่กำหนดให้คนมีฐานะหน้าที่แตกต่างกัน แบบมีหัวหน้าเผ่า เจ้าเมือง กษัตริย์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นเพียงแค่ราว 5 พันปีที่แล้ว ในสมัยโบราณ แต่มีเพียงขนบธรรมเนียมที่จำเป็นบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของกลุ่ม การที่คนในยุคโบราณต่างคนต่างมีอาวุธแบบง่ายๆ ต่างคนต่างล่าสัตว์ได้คล้ายๆ กัน ทำให้ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร และเมื่อเป็นชุมชนแบบหาของป่าล่าสัตว์กลุ่มเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสะสมความมั่งคั่ง ไม่จำเป็นต้องแสวงอำนาจ, ความเป็นใหญ่
สมาชิกในกลุ่มอาจจะนับถือผู้อาวุโสที่มีความรู้ความชำนาญหรือยกย่องให้เป็นผู้นำในบางเรื่อง แต่โดยทั่วไปคนในกลุ่มจะอยู่กันแบบพี่น้องเพื่อนฝูงอย่างค่อนข้างเสมอภาค มีการแบ่งงานกันทำระหว่างผู้ชายผู้หญิง แต่คนทั้งสองเพศในยุคโบราณมีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมพอๆ กัน นี่คือสังคมคอมมิวนิสม์ (ชุมชนที่เสมอภาค) แบบบุพกาล
มนุษย์บางกลุ่มเริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เมื่อราว 10,000 ปีที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เริ่มทำเกษตรเป็นเมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่แบบตั้งหลักแหล่งได้เพิ่มขึ้น จากชุมชนเล็กๆ เป็นหมู่บ้าน เมือง นครรัฐ ขึ้นมาตามลำดับ ระบบการปกครองแบบมีรัฐจึงตามมา ถ้าเรามองประวัติศาสตร์มนุษย์ที่มีมายาวนานราว 5-6 ล้านปี จะพบว่า มนุษย์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเวลาในประวัติศาสตร์ แบบอยู่เป็นกลุ่มเล็กและมีเศรษฐกิจเก็บของป่าล่าสัตว์ มนุษย์เพิ่งมารู้จักทำการเกษตรกันและอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นแบบชนเผ่า เมือง รัฐ มีคนที่ตั้งตนเป็นเจ้าเป็นชนชั้นนำ ผู้ปกครองระบบการเมือง เศรษฐกิจ แบบที่แบ่งอำนาจลดหลั่นตามลำดับชั้น ในราว 5-6 พันปีที่แล้วนี่เอง และมนุษย์เริ่มมาทำอุตสาหกรรมแบบสมัยใหม่กันในราว 250 ปีที่แล้วนี้เท่านั้น
มนุษย์เรามักมองจากประวัติศาสตร์ระยะไม่เกิน 1 หมื่นปีนี้มาว่ามนุษย์เจริญขึ้นตามลำดับนั้น เป็นการมองในทางวัตถุ แต่ในแง่ความเป็นชุมชน สังคมมนุษย์ยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติในปัจจุบัน กลับมีปัญหาการแก่งแย่งแข่งขัน การใช้ความรุนแรงกัน การเอาเปรียบกันเพิ่มขึ้นยิ่งกว่ายุคชุมชนเล็กๆ แบบเก็บของป่าล่าสัตว์ไม่รู้กี่ร้อยเท่า มนุษย์ปัจจุบันยังคงรักครอบครัว พวกพ้อง ชนเผ่า ชนชาติของตนอยู่ แต่กลับมีความเป็นปฏิปักษ์ และมีเครื่องมือที่ใช้ความรุนแรงกับคนต่างกลุ่ม ต่างชนชั้น ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ประเทศเพิ่มขึ้น เพราะมนุษย์ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ระยะยาวของเผ่าพันธุ์ตนเองว่าแท้จริงที่มนุษย์เราอยู่รอดมาได้ดีกว่าไดโนเสาร์และสัตว์ที่สูญพันธุ์ไป เพราะเรารู้จักสามัคคีร่วมมือกัน






