วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทย-เบลเยียม ร่วมหารือพลังงานทดแทน

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมากระทรวงพลังงานของไทยและกระทรวงเศรษฐกิจของเบลเยียมได้ร่วมกันจัดการประชุม

Thailand-Belgium Energy Dialogue ครั้งที่ 1 ที่กรุงบรัสเซลส์ เพื่อเป็นเวทีหารือแลกเปลี่ยนความรู้และแสวงหาแนวทางเพื่อขยายความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยและกระทรวงเศรษฐกิจ วิสาหกิจขนาดย่อมและกลางและพลังงานของเบลเยียม

การประชุมครั้งนี้เป็นผลจากความคิดริเริ่มของปลัดกระทรวงการต่างประเทศไทยในการหารือเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ไทย - เบลเยียม ผลการประชุมครั้งนี้พบว่า ไทยและเบลเยียม มีนโยบายและแผนพัฒนาด้านพลังงานที่คล้ายกัน กล่าวคือทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีแผนงานชัดเจนเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนโดยเฉพาะที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ รวมทั้งยังเล็งเห็นโอกาสที่จะร่วมมือกันพัฒนาระบบพลังงานและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของเบลเยียมเข้ามาลงทุนด้านพลังงานในไทย

นโยบายด้านพลังงานในเบลเยียมสะท้อนโครงสร้างทางการปกครองของเบลเยียม ซึ่งประกอบด้วยรัฐบาลสหพันธ์และรัฐบาลภูมิภาค โดยรัฐบาลทั้งสองระดับแบ่งภาระหน้าที่ด้านพลังงาน กล่าวคือ รัฐบาลกลางจะเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานลมนอกชายฝั่ง (off - shore) และพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนรัฐบาลภูมิภาคจะให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานจากลมบนบก (on - shore) และพลังงานจากแสงอาทิตย์ นอกจากนั้น เบลเยียมในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ก็ต้องกำหนดนโยบายพลังงานของตนให้สอดคล้องกับนโยบายของสหภาพยุโรปอีกด้วย

เบลเยียมต้องการลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากมีแผนจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 2025 รวมทั้งต้องเร่งปฏิรูประบบพลังงานภายในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายภายใต้โครงการ 2030 Framework for Climate and Energy ของสหภาพยุโรป ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 27 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ตลอดจนสร้างความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของระบบพลังงาน

จากสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เบลเยียมจึงให้ความสำคัญต่อการเพิ่มการผลิตพลังงานทดแทน เป็นร้อยละ 13 ภายในปี ค.ศ. 2020 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ผลิตได้เพียงร้อยละ 5 นอกจากนี้ เบลเยียมยังมีแผนที่จะสร้างเกาะจำลอง หรือ Platform กลางทะเลเหนือเพื่อเป็นฐานผลิตพลังงานลมสำหรับใช้ภายในประเทศ /1

ทั้งนี้ ฝ่ายเบลเยียมเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งภาคประชาสังคมในการกำหนดแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยยกตัวอย่างว่าแผนการติดตั้งกังหันลมของเบลเยียมจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากไม่เปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตั้งจนถึงเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม และที่สำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจักต้องเข้าใจและเข้าถึงชุมชนเพื่อให้ความรู้ถึงประโยชน์ของพลังงานทดแทน ร่วมกันคิด และวางแผนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในชุมชน

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องว่าพลังงานมีนัยสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนโยบายและมาตรการด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพจักต้องได้รับการร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน ภาคประชาสังคมและจากมิตรประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยก็ได้ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของนโยบายต่างประเทศด้านพลังงานของไทยคือการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่กับประเทศผู้ผลิตพลังงาน แต่รวมถึงประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานด้วย รวมทั้งการส่งเสริมให้บริษัทพลังงานของไทยไปลงทุนและเรียนรู้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในต่างประเทศ การเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยพร้อมกับนำเทคโนโลยีที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยด้วย

หันมามองประเทศเราบ้าง ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานในประเทศได้แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในเชิงพาณิชย์และเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยก็ยังนับว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการระยะยาว และที่น่าเป็นห่วงคืออุปทานก๊าซของไทยอาจถูกใช้จนหมดใน 10 - 15 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้น ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน จึงนับว่ามีความจำเป็นและต้องเร่งดำเนินการ

เมื่อเปรียบเทียบกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมของเบลเยียมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6 - 7.5 เมกะวัตต์ กับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมของไทยซึ่งอยู่ที่ 1.5 - 2.5 เมกะวัตต์ /2 ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญหากเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและภูมิศาสตร์ที่จะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพลังงานจากธรรมชาติประเภทอื่น เช่น ลม น้ำและแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ฯลฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มหาศาลหากสามารถนำมาใช้แทนที่พลังงานสิ้นเปลืองประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไปไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ และอาจสร้างปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แม้ประเทศไทยอาจมีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานจากชีวมวล ซึ่งขณะนี้ไทยสามารถผลิตพลังงานทดแทนบางส่วนจากเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล มันสำปะหลัง น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) และ ไบโอดีเซล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อการพาณิชย์ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการยังมีต้นทุนสูงมาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการเพื่อการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศด้วย ซึ่งหากสามารถทำได้ก็อาจทำให้โครงการผลิตพลังงานทดแทน เช่น พลังงานจากลมนอกชายฝั่ง โดยอาศัยทุ่งกังหันลมนอกชายฝั่ง ฯลฯ มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

การพัฒนาและการลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนในประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนสูง แต่ก็คุ้มค่าเพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนระยะยาว เพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานแล้ว ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลเมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาเพียงทรัพยากรที่หาและทดแทนได้ตามแหล่งธรรมชาติ แทนที่การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่นับวันจะร่อยหรอหมดไปและก่อมลพิษสูง หรือการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งมีทั้งความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงไม่น้อยไปกว่ากันด้วย

--------------------------

/1 Belgium: Elia Looks for Contractors for Land Reclamation Work; http://www.offshorewind.biz/2013/02/22/belgium-elia-looks-for-contractors-for-

land-reclamation-work/

เบลเยียมมีแผนสร้างเกาะจำลองสำหรับกักเก็บพลังงานลม; http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=117&cno=4059

/2 สรุปผลการประชุม Thailand - Belgium Energy Dialogue ครั้งที่ 1 โดยสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงพลังงาน