วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยต้องฟื้นคืนจาก 'ทศวรรษที่หายไป' (The Lost Decade)

การประชุมสุดยอดอาเซียน บวกกับคู่เจรจาที่พม่าปลายปีนี้ จะเป็นเวทีต่างประเทศที่สำคัญที่สุด

สำหรับผู้นำของประเทศไทย ในอันที่จะฟื้นคืนจาก “แดนสนธยา” มาสิบปี หรือที่เรียกว่า Thailand’s Lost Decade

จะเป็นเวทีสากลแรกที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย ต้องเจอกับนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี จากสมาชิกอาเซียนอื่น และยักษ์ใหญ่เช่น บารัก โอบามา ของสหรัฐ และสีจิ้นผิง ของจีน กับ ชินโซะ อาเบะของญี่ปุ่น และผู้นำจากอีกหลายประเทศ ที่มีความสำคัญต่ออนาคตของความสัมพันธ์กับไทย

ดังนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ ที่ได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวานนี้ จึงต้องมีการเตรียมการให้พร้อมพรัก เพื่อสามารถทำให้ประเทศไทยคืนสู่บทบาท อันคึกคักในอาเซียนและภูมิภาคนี้

เพราะหาไม่แล้วเราก็จะกลายเป็นประเทศที่ถูกมองเป็น “ตัวปัญหา” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาภายในบ้านและยังหมดสภาพของการเป็นแกนสำคัญขององค์กรภูมิภาคนี้อีกด้วย

การวางตัวรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างศรัทธาทั้งในบ้านและนอกบ้าน

สิ่งท้าทายสำคัญสำหรับนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศคือ จะสถาปนา “ความชอบธรรม” ในบทบาทหน้าที่นี้อย่างไร เพราะเมื่อไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผู้นำประเทศที่มีอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ก็จะต้องพิสูจน์ว่า สามารถสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนในทุกระดับได้ และมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ประเทศคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง ปราบคอร์รัปชันอย่างไม่ไว้หน้า มีความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการทำงาน และเลือกคนทำงานบนพื้นฐานของความสามารถ มิใช่ด้วยเส้นสายหรือพรรคพวก และจะต้องมีนโยบาย “ตาบอดสี” นั่นคือไม่สนใจว่าใครเคยประกาศตนว่าอยู่สีอะไร หากพร้อมจะสร้างความสมานฉันท์และสร้างสังคมใหม่ บนพื้นฐานของความเสมอภาคและเท่าเทียมแล้ว ก็จะต้องประสานมือเดินหน้าไปด้วยกัน

ใครมาอยู่ในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะมีความสำคัญในการเรียกศรัทธา และความมั่นใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้นำเอกชนจะต้องมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางนโยบายเศรษฐกิจ และการทำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

นักคิดนักวิเคราะห์มืออาชีพจะต้องได้รับการทาบทาม ให้เข้าร่วมนำเสนอทางออกให้ประเทศชาติ เพราะแม้จะมี “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” แล้วก็เชื่อได้ว่าจะไม่สามารถตอบโจทย์ทุกข้อ ของการพัฒนาประเทศอย่างทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯคนใหม่ จะต้องประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมจะฟังความเห็น และเสียงวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์จากมิตรประเทศ และพร้อมจะอธิบายถึงปัญหาอุปสรรคและความหวังของคนไทยที่จะกลับสู่ภาวะปกติตามจังหวะที่รวดเร็วแต่ยั่งยืน

คนที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ จะต้องเป็นคนที่ต่างประเทศยอมรับในประสบการณ์ และบทบาททางการทูตระหว่างประเทศ และจะต้องลงมือทำงานเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ที่สะท้อนถึงความเป็นประเทศไทย ที่ยึดมั่นในค่านิยมสากลว่าด้วยหลักการประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน, เสรีภาพของการแสดงออก, รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในความร่วมมือระหว่างประเทศในทุก ๆ ด้าน ที่จะทำให้เกิดสันติภาพและลดความขัดแย้งในภูมิภาคนี้

รัฐบาลไทยชุดใหม่จะต้องตระหนักในความสำคัญของการใช้ soft power ของประเทศไทย ในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของการเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนาน และโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พร้อมเป็นมิตรกับทุกฝ่าย แต่ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาส และต่อต้านการใช้ความรุนแรง

สารที่รัฐบาลใหม่ของไทยส่งไปให้คนทั้งโลกจะต้องเป็นลักษณะว่า “ฝันร้ายประเทศไทย” ได้ผ่านไปแล้ว

และ Thailand is back!

ประเทศไทยลุกขึ้นเดินหน้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว