ในห้วงเวลาแห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่กำลังเข้มข้นและจวนเจียนจะได้เห็นหน้าตาของบุคคลต่างๆ
ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศตามแนวนโยบาย 11 ด้าน ของ คสช. ทำให้มีกระแสข่าวต่างๆ มากระทบต่อกระบวนการคัดสรร ทั้งเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในระดับจังหวัดที่ทาง คสช. ได้ดำเนินการสั่งการให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเพิ่มจำนวนผู้แสดงเจตจำนงเข้ารับการสรรหาเป็น “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ให้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการสรรหาในครั้งนี้ในหลายแหล่งข้อมูลโดยเฉพาะผ่านทางสื่อสังคม หรือ โซเชียลมีเดีย ที่เชื่อว่ามีเจตนาดีและประสงค์จะให้กระบวนการคัดสรรปราศจากข้อครหาใดๆ ด้วยเหตุมีผู้พยายามให้ข้อมูล หรือแม้แต่ทางผู้เกี่ยวข้องกับการสรรหาบางส่วนพยายามที่จะเสาะแสวงหาข้อมูล แต่ “ความผิดพลาด” ก็เกิดขึ้น ตรงที่มีการซักถามประวัติ หรือตรวจสอบภูมิหลังบุคคลโดยพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานต้นสังกัดหรือบุคคลแวดล้อมที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ารู้จักหรือมีความสนิทสนมแนบแน่นกับบุคคลนั้นๆ แท้จริงอย่างไร
แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ ในหลักการสืบสวนสอบสวนที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จะต้องมีการ “ชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือ” และจากประสบการณ์ตรง พยานแวดล้อมแม้จะรับฟังได้ก็ไม่อาจจัดเป็นหัวใจสำคัญในการพิพากษาตัดสินการกระทำต่างๆ ของบุคคลเป้าหมายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ยิ่งการไปควานหาข้อมูล หรือ ล้วงลึกจากบุคคลที่แวดล้อมซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะ “มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในเรื่องที่กำลังซักถาม หรือ เป็น “พวกพ้องของบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสีย” ก็จะยิ่งได้ความบิดเบือนของข้อมูล กระทั่งบางครั้งทำให้ภาพขาวกลายเป็นดำ หรือ แปรเปลี่ยนเป็นเนื้อหาสาระคนละเรื่องกับความจริงที่มีอยู่
ความจริงในแนวทางการแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าว อาจไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือให้ความเห็นอย่างละเอียดลออ เพราะเข้าใจดีว่าคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีประสบการณ์ความสามารถรอบด้าน แต่จำเป็นต้องสะท้อนสภาพปัญหาที่มีผู้ปรารภให้ฟังถึงกระบวนการ ดังเช่น
การคัดเฟ้นบุคคลมาดำรงตำแหน่งทางราชการในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ในหลายหน่วยงาน มีการโทรศัพท์สอบถามไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งบ้าง ในบางครั้งทำเป็นแบบสอบถาม ในบางกรณีมีการเชิญตัวบุคคลในองค์กรไปให้ข้อมูลหรือซักถาม ซึ่งแม้จะประเมินว่า หากได้รับคำตอบในเชิงบวกกับบุคคลบางคนมากๆ จะน่าเชื่อได้ว่าเป็นคนที่ไว้วางใจได้ แต่อย่าลืมว่า องค์กรในระบบราชการของสังคมไทย ผูกขาดกับ "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (power oriented)" กันมาช้านาน ผู้น้อยในระบบหลายคนไม่กล้าโต้แย้งหรือแสดงความเห็นที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ในองค์กร ขณะที่ผู้ใหญ่ในองค์กรบางแห่งก็แตกแยก แบ่งฝักฝ่าย ถ้าโชคดีถามคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับคนที่กำลังจะได้รับการแต่งตั้งก็ไม่มีปัญหา แต่เกิดไปเจอฝ่ายตรงข้ามก็เท่ากับเป็นการทำลายบุคคลคนนั้นอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และยิ่งองค์กรขนาดใหญ่ คนในองค์กรมักยึดหลักความอยู่รอด เฮไหนเฮกัน หากทิศทางความเห็นของหัวหน้าหน่วยงานไปในทิศใดคนในองค์กรก็จะทำหน้าที่ขุนพลพลอยพยัคฆ์อย่างไม่ต้องสงสัย
จึงอยากเรียนถึง คสช. ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการตรวจทานข้อมูลและอยากให้พิจารณาถึงผลงานความสำเร็จของบุคคลต่างๆ ที่ปรากฏเห็นเป็นที่ประจักษ์มากกว่า เสียงติฉินนินทาว่าร้าย หรือ การกล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “ความหนักแน่น ไม่อ่อนไหวไปกับเรื่องต่างๆ ในเวลาที่ผ่านมาของ คสช.” ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นในการทำงานของ คสช. ได้เป็นอย่างดีว่า จะสามารถนำพาประเทศชาติบ้านเมืองให้วัฒนาสืบไปได้แน่นอน









