วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนธรรพ์คำนึง

ในฐานะที่เคยมีโอกาสรับใช้ชาติในการเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจบ้าง ผู้เขียนดีใจที่ทางการในปัจจุบันได้เสนอแนวนโยบาย

ด้านเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต โดยในหลากหลายนโยบายเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงนี้ ทั้งแนวคิดการเก็บภาษี Capital Gain Tax ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก รวมถึงแนวคิดเงินโอนเพื่อคนยากจน (Negative Income Tax) ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามหลักวิชาการ เนื่องจากตั้งอยู่บนแนวคิดที่จะลดความเหลื่อมล้ำและพยายามให้สังคมเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงลดการพึ่งพานโยบายประชานิยม

แต่คำถามคาใจผู้เขียนคือ ประเทศไทยมีปัญหาด้านความยากจนและเหลื่อมล้ำจนจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนหรือไม่ ตัวเลขหลายตัว เช่น สัดส่วนคนยากจนต่อจำนวนประชากร รวมถึงดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Gini Coefficient) ต่างบ่งชี้ถึงสภาพโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แต่สิ่งที่ดูเป็นปัญหามากกว่า กลับเป็นรายได้เฉลี่ยของประชาชนทั้งประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า โดยเมื่อพิจารณาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวของไทยเพิ่มขึ้นช้ากว่าภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเทียบกับจีนที่รายได้ต่อหัวเคยต่ำกว่าไทยใน 5 ปีก่อน แต่แซงหน้าไทยไปเกือบ 20% ในปัจจุบันแล้วนั้น บ่งชี้ว่าไทยกำลังตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ระดับกลาง (Middle-Income Trap) อย่างชัดเจน และมีแนวโน้มจะถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะไทยกำลังขาดแคลนปัจจัยการผลิตสำคัญ 3 ประการ

ปัจจัยแรก ได้แก่โครงสร้างพื้นฐาน โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคมที่ขาดการบูรณะนั้นทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งของไทยแทบจะสูงที่สุดในประเทศภูมิภาคเอเชีย กดดันให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งของภาคธุรกิจสูงโดยไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และหากไม่มีการพัฒนาอย่างเร่งด่วนแล้ว ไทยจะสูญเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการที่เราเป็นศูนย์กลางภูมิภาคในระยะต่อไป

ปัจจัยที่สอง ได้แก่เงินทุน ที่แม้ในปัจจุบันสภาพคล่องทางการเงินของไทยในภาพรวมจะไม่ขาดแคลน แต่อาจกล่าวได้ว่าในระดับรากหญ้านั้น ยังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะจากธนาคารพาณิชย์ที่มีการเข้าถึงประมาณ 9% เท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับรากหญ้าต้องพึ่งนโยบายประชานิยมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่สาม ได้แก่ แรงงาน ทั้งที่มีฝีมือและไม่มีฝีมือ ซึ่งเกิดจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) สังคมสูงวัยและการคุมกำเนิดที่สำเร็จดีเกินคาด ที่ทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่สามารถทดแทนประชากรสูงวัยได้ และ (2) ระบบการศึกษาที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรของภาคธุรกิจได้ เป็นเหตุให้ตลาดแรงงานไทยตึงตัวมาก เห็นได้จากอัตราว่างงานที่แทบจะต่ำที่สุดในโลกในปัจจุบัน (แม้จะเริ่มปรับสูงขึ้นจาก 0.7% เป็น 1.0% จากวิกฤตการเมืองในช่วงที่ผ่านมา)

ภาพทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงการขาดการวางแผนเป็นองค์รวม ขาดการหาจุดเด่นของประเทศโดยพัฒนาศักยภาพให้ถูกจุด โดยเฉพาะในโจทย์ใหญ่ที่ว่าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใดที่จะเป็นจุดเด่นมาเสริมทัพกับอุตสาหกรรมรถยนต์ วัตถุดิบทางการเกษตร รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบเดิม (เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ) ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไม่ทันกับตลาดโลกที่มีพลวัตสูง

เมื่อมองเห็นปัญหา ก็ต้องพยายามหาทางออก โดยผู้เขียนมองว่าทางออกมี 3 ประการ

ประการแรก ได้แก่การหาจุดเด่นของประเทศไทย อันได้แก่การเป็นศูนย์กลางเชิงภูมิศาสตร์ของกลุ่มประเทศอินโดจีน อันเป็นสมาชิกใหม่ที่มีศักยภาพของ AEC ฉะนั้นไทยจึงควรขี่กระแสดังกล่าวด้วยการเร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งให้ทันสมัย การเปิดจุดผ่านแดนที่สามารถพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจการค้าชายแดน ที่จะทำให้สินค้า แรงงานและนักท่องเที่ยวเคลื่อนย้ายโดยสะดวกมากขึ้น

ประการที่สอง ได้แก่การใช้นโยบายภาษี เช่น การลดภาษีนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งจะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนำเครื่องจักร มาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ทำให้การผลิตของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือจะเป็นการลดภาษีดอกเบี้ยและเงินปันผล การไม่เก็บภาษี Capital Gain Tax ที่จะสนับสนุนให้เกิดการออมและลงทุน เกิดการจ้างงาน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนมากขึ้น

ทั้งนี้ หากจะขึ้นภาษี ก็ควรจะขึ้นภาษีฐานการบริโภคโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ที่ทั้งเป็นการลดแรงจูงใจในการใช้จ่ายเกินตัว และยังได้รายได้เข้ารัฐเป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับขึ้นภาษีอื่น ๆ อีกด้วย

ประการสุดท้าย ได้แก่การผลักดันนโยบายสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อน ๆ มักใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือนโยบายประชานิยมนอกงบประมาณ ทำให้ความเสี่ยงของธนาคารเหล่านี้มีมากขึ้น นอกจากนั้น ตรรกะที่ว่าธนาคารรัฐต้องดำเนินธุรกิจสุ่มเสี่ยงเพราะต้องปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยนั้น ทำให้ธนาคารรัฐมีความเสี่ยงด้านสถานะการเงิน และเป็นจุดอ่อนของระบบการเงินไทยโดยรวม

ทางแก้ คือ ผลักดันให้ธนาคารของรัฐเข้าสู่การกำกับตรวจสอบแบบเดียวกับธนาคารพาณิชย์ และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวให้แปรรูปธนาคารของรัฐเข้าสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์ ในรูปแบบธนาคารขนาดใหญ่ของสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่เคยมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ปัจจุบันสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้กำกับสถาบันการเงิน อาจต้องอนุญาต/สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อและหาเงินฝากในรูปแบบ Micro Finance มากขึ้น รวมทั้งเปิดให้เกิดการแข่งขันระหว่างธนาคารในและต่างประเทศมากขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ฝากและผู้กู้เงิน และเป็นไปในรูปแบบเดียวกับต่างประเทศ

ทางออกทั้งสี่จะเป็นส่วนสำคัญให้ไทยก้าวข้ามผ่าน Middle Income Trap ได้ในระยะต่อไป และเมื่อนั้น การแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ก็จะง่ายขึ้น เพราะจะเหลือผู้ที่ยากจนเข็ญใจน้อยลง และสามารถใช้สวัสดิการรัฐตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้นได้

ปัญหาของไทยไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งทางออก หวังว่าความคิดของคนธรรพ์ตัวเล็ก ๆ อย่างผู้เขียน จะมีประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายของทางการในอนาคต เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน

------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่