วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความรับผิดชอบ กรณีเศรษฐกิจเสียหาย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับประมาณการเป้าหมาย

การขยายตัวเศรษฐกิจลงเล็กน้อย จากเดิมที่คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5-2.5% เหลือ 1.5-2.0% เนื่องจากเห็นว่ามาจากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาการเมืองนั้น ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น นั่นหมายความว่าหากไม่มีผลกระทบดังกล่าวแล้ว เศรษฐกิจไทยก็น่าจะจะขยายตัวได้ในระดับ 5%

คำว่า"ต่ำกว่าศักยภาพ" ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้น นายประสาร ไตรรัตนวรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เคยพูดถึงปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองจนทำให้ความขัดแย้งลงไปอยู่บนท้องถนน ซึ่งทำให้การเจรจาแก้ข้อขัดแย้งเป็นไปได้ยาก สิ่งเหล่านี้เองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความเชื่อมั่น ทั้งต่อภาคผลิตและภาคบริการ อย่างเช่น การท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของไทย

หากฟังเหตุผลของสศช.ในการปรับประมาณการครั้งใหม่ จะเห็นว่าทุกปัจจัยที่ปั่นทอนเศรษฐกิจไทย ยกเว้นภาคส่งออก ที่ยังอยู่นอกเหนือการควบคุม ล้วนแต่มาจากปัญหาการเมืองในประเทศทั้งสิ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าคนที่ออกมาพูดว่าการเมืองส่งผลกระทบอย่างไรนั้น ขณะนี้ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจน ทั้งการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคของประชาชน และการเบิกจ่ายภาครัฐ ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ได้ทำให้กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหยุดชะงักลง จนทำให้ประเทศไปต่อไม่ได้หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้

หากใครติดตามความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ก็อาจจะประหลาดใจอย่างมาก หากประเมินสถานการณ์ย้อนหลัง เนื่องจากกลุ่มความขัดแย้งทางการเมืองมักจะหยิบยกอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทุกฝ่ายต่างใช้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง โดยไม่ได้สนใจอย่างจริงจังหรือต้องมารับผิดชอบใดๆ หากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากการเมืองเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และผู้ที่ได้รับผลกระทบแรงที่สุดก็คือคนระดับล่าง

กรณีที่เศรษฐกิจไทย"โตต่ำกว่าศักยภาพ"นั้น แม้โดยรวมยังไม่ถึงกับเกิดความเสียหาย จนกลายเป็นวิกฤติของประเทศ แต่อาจมองได้ว่าเป็นการเสียโอกาสสำหรับสังคมไทยที่ต้องมาเสียเวลากับการแก้ปัญหา รวมถึงรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ เราอาจคิดว่าปัญหาเช่นนี้สามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้ ดังนั้น ในเมื่อสังคมไทยกำลังเข้าสู่ยุคการปฏิรูปการเมืองของประเทศ ประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาคือทำอย่างไรเราจะมีกลไกที่สามารถป้องกันผลกระทบทางการเมืองต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

เราเห็นว่าในเมื่อปัญหาเศรษฐกิจถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในโลกยุคใหม่ ดังจะเห็นได้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในช่วงที่ยึดอำนาจการบริหารประเทศ เราจึงน่าจะมีกลไกอะไรที่จะป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บางทีสังคมไทยอาจจำเป็นต้องมีวิธีการควบคุมนักการเมืองอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบของนักการเมืองในอนาคต อาจมีการดำเนินคดีหรือเอาผิด กรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกหนึ่งกรณี