ข่าวแจ้งว่า Super Board ว่าด้วยรัฐวิสาหกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้ 7 รัฐวิสาหกิจ
สอบสถานะกิจการใน 3 เดือนหลังจาก “ตีกลับ” แผนฟื้นฟูของ 4 รัฐวิสาหกิจ
ข่าวบอกด้วยว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะใช้เวลา 3 เดือนเข้าไปตรวจสอบสถานะการเงินที่แท้จริงของรัฐวิสาหกิจกลุ่มนี้ หรือที่ภาษาการเงินเขาเรียก due diligence ซึ่งหมายถึงการเข้าไปแก้ผ้าตรวจกันอย่างถี่ถ้วนว่ามีทรัพย์สินหนี้สินและรายได้รายจ่ายจริงเท่าไหร่กันแน่
ปกติการทำ due diligence นั้นเขาทำเมื่อฝ่ายที่จะเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทใด ส่งผู้ตรวจบัญชีเข้าไปเช็คทุกรูขุมขนขององค์กรนั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรซุกซ่อนอยู่ใต้พรม ที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับผู้ที่จะเข้าไปบริหารธุรกิจนั้น ๆ
ส่วนที่เรียกว่า Super Board รัฐวิสาหกิจนั้นเรียกชื่อเต็มว่า คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งมีหัวหน้า คสช. คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน
คำว่า Super ในที่นี้บางคนอาจจะคิดว่าแปลว่า “สุดยอด” เหมือนคำว่า Superman
แต่ความจริงย่อมาจาก Supervisory ที่แปลว่า “กำกับดูแล” จะใกล้เคียงความจริงมากกว่า
เพราะหากคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้เป็น Superman ก็จะมีความคาดหวังสูงว่าอาจสร้างปาฏิหาริย์ให้รัฐวิสาหกิจ ที่มีปัญหาจนต้องทำแผนฟื้นฟูนั้นสามารถลุกขึ้นมาเดินอย่างแข็งแกร่งได้ทันที
ความจริงแห่งชีวิตก็คือว่าไม่มีอะไรง่ายอย่างนั้น และไม่มี "ยาวิเศษ" ขนานใดจะรักษาคนไข้อาการหนักอย่างนี้ได้
ทางแก้ไขอยู่ที่ “ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว” ทางการเมืองที่เรียกว่า political will ผสมกับ “ความเป็นมืออาชีพในการบริหาร” หรือ professional management เท่านั้น
อย่างอื่นล้วนแล้วแต่เป็นเพียงยาแก้ปวดธรรมดา ที่เคยใช้มาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะนักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์ และคนที่เข้ามาบริหารล้วนแล้วแต่ผูกติดอยู่กับนักการเมือง
บางคนมีฝีมือแต่ไม่มีความกล้าทางความเป็นมืออาชีพพอที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะจะไปกระทบผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือข้าราชการประจำหรือกลุ่มคนที่มีหนี้บุญคุณต่อตน
บางคนไม่มีฝีมือ ไม่มีความคิดที่จะแก้ปัญหา เข้าไปนั่งตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจก็ด้วยเส้นสายและเป็นคนรับใช้นักการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรเลย ประชาชนคนทั่วไปก็รู้ แต่ทำอะไรไม่ได้ นักการเมืองฝ่ายค้านก็รู้แต่ไม่ทำอะไร เพราะถึงคราวตัวเองมีอำนาจทางการเมืองก็จะส่งคนของตัวเองไปในตำแหน่งเหล่านั้นเช่นกัน
การที่จะต้องทำ due diligence รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาสะท้อนว่ามาตรฐานการตรวจสอบปกติของรัฐวิสาหกิจนั้น ไม่เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไปทั้ง ๆ ที่กติกาปัจจุบันมีกลไกขั้นตอนการตรวจสอบที่เรียกว่า audit อยู่แล้ว แต่ไฉนจึงต้องส่งทีมใหม่เข้าไป “แก้ผ้าตรวจภายในกันอีกรอบ”?
คำตอบคือจะต้องตัดสินใจผ่าตัดครั้งใหญ่ เอามืออาชีพเข้ามา ตัดวงจรการเมืองแสวงผลประโยชน์ออกไป สร้างภูมิต้านทานให้กับคนทำงานจริง ยอมเจ็บระยะสั้นเพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและถาวร คสช. ต้องพิสูจน์ว่าจะใช้ “ความกล้าหาญทางการเมือง” หนุน “มืออาชีพ” เพื่อการยกเครื่องครั้งใหญ่
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งข้างบนนี้ การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาก็จะเป็นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีทางสำเร็จได้






