วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรฐานจริยธรรม ของสมาชิก สนช. และ สปช.

เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

(สนช.) ต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วัน อีกทั้งยังจะเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบด้วย ก็ไม่ต้องถามว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ควรจะต้องทำเหมือนกันหรือไม่

ความจริงสมาชิก สนช. และ สปช. ไม่ต้องให้ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นนี้ด้วยซ้ำ เพราะการที่สมาชิกของสอง “สภา” นี้ อาสามาทำงานเพื่อชาติในบรรยากาศของการฟื้นฟูประเทศในทุก ๆ ด้าน ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าจะต้องทำตนโปร่งใสเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประโยชน์ของชาติ

“คอร์รัปชัน” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” คือต้นเหตุปัญหาที่นำมาสู่วิกฤติบ้านเมือง และในทุกซอกหลืบของปัญหาก็แฝงไว้ด้วยความฉ้อฉล, เล่นเส้นสาย, ยกเว้นกฎหมายเพื่อพรรคพวก และการหนุนเนื่องเฉพาะกลุ่มของตนโดยไม่สนใจถึงความชอบมาพากลในสังคม

ดังนั้น การปฏิรูปครั้งนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนที่เสนอตัวเข้ามารับใช้ชาติจะต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “คนในสังคมจะเชื่อในความสัตย์ซื่อของเราหรือเปล่า”?

สำคัญกว่านั้นคือ “เราได้ทำอะไรที่ยืนยันความโปร่งใสชัดเจนในมาตรฐานของความถูกต้องหรือไม่?”

นั่นย่อมแปลว่าจะต้องไม่รับเงินเดือนมากกว่าหนึ่งแห่งเมื่อมีตำแหน่งควบ

นั่นย่อมแปลว่าหากมีความสงสัยแม้แต่น้อยว่า อาจมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตน จะต้องแสดงความจริงให้ประจักษ์ และถอยห่างจากความน่าคลางแคลงนั้นโดยฉับพลัน

นั่นย่อมแปลว่าจะต้องไม่อ้างกฎหมายไม่ได้ระบุว่า จะต้องทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง หากหลักจริยธรรมบอกว่าเป็นเรื่องของการคาบเส้น ระหว่างความถูกต้องกับความน่าสงสัยว่า จะกระทบความรู้สึกชั่วดีของสังคม เขาเหล่านั้นก็จะต้องไม่กระทำการนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีใครทักท้วง

การจะให้การปฏิรูปทั้ง 11 กลุ่มสำเร็จได้ดั่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นเจตนารมณ์นั้นเป็นงานหนัก และมีความสงสัยตั้งแต่แรกเริ่มว่า กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ดั่งที่เห็นอยู่นั้นจะทำให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและทุ่มเทอย่างจริงจังได้มากน้อยเพียงใด เพราะดูจากรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาบางคนบางกลุ่มก็ยังมีเครื่องหมายคำถามของที่มาและที่ไปพอสมควร

แต่เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้ ต้องมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ก็ย่อมหมายความว่าสังคมจะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของทุกคนและทุกขั้นตอนของการเลือกสรรคนเข้าไปทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้

และ คสช. ซึ่งเป็นทั้งผู้ริเริ่ม ผู้กำหนดกติกาและผู้ดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายก็จะต้องรับฟังเสียงทักท้วงและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์อย่างกว้างขวางจากคนที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ใน สนช. และ สปช. มากกว่าที่จะพึ่งพาเฉพาะความเห็นของคนที่ได้รับการคัดสรรเข้าไปทำหน้าที่เท่านั้น

เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว งานการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ย่อมอยู่ที่ว่ากระบวนการทำงานจากนี้ไปจะต้องมีการตรวจสอบจากคนข้างนอกมากกว่าที่จะหวังพึ่งเสียงส่วนใหญ่ใน สนช. และ สปช. ซึ่งอาจไม่มี “ฝ่ายค้าน” ที่เป็นระบบ และไม่มีการคานอำนาจอันมีประสิทธิภาพดั่งที่ระบอบประชาธิปไตยปกติพึงจะมี

ก้าวย่างของการปฏิรูปจึงเป็นปัจจัยตัดสินว่าเราจะก้าวผ่าน “ขั้นที่ 2” สู่ “ขั้นที่ 3” ของ คสช. ได้อย่างสมความคาดหมายของปวงชนหรือไม่?