เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) ต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วัน อีกทั้งยังจะเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบด้วย ก็ไม่ต้องถามว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ควรจะต้องทำเหมือนกันหรือไม่
ความจริงสมาชิก สนช. และ สปช. ไม่ต้องให้ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นนี้ด้วยซ้ำ เพราะการที่สมาชิกของสอง “สภา” นี้ อาสามาทำงานเพื่อชาติในบรรยากาศของการฟื้นฟูประเทศในทุก ๆ ด้าน ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าจะต้องทำตนโปร่งใสเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประโยชน์ของชาติ
“คอร์รัปชัน” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” คือต้นเหตุปัญหาที่นำมาสู่วิกฤติบ้านเมือง และในทุกซอกหลืบของปัญหาก็แฝงไว้ด้วยความฉ้อฉล, เล่นเส้นสาย, ยกเว้นกฎหมายเพื่อพรรคพวก และการหนุนเนื่องเฉพาะกลุ่มของตนโดยไม่สนใจถึงความชอบมาพากลในสังคม
ดังนั้น การปฏิรูปครั้งนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกคนที่เสนอตัวเข้ามารับใช้ชาติจะต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “คนในสังคมจะเชื่อในความสัตย์ซื่อของเราหรือเปล่า”?
สำคัญกว่านั้นคือ “เราได้ทำอะไรที่ยืนยันความโปร่งใสชัดเจนในมาตรฐานของความถูกต้องหรือไม่?”
นั่นย่อมแปลว่าจะต้องไม่รับเงินเดือนมากกว่าหนึ่งแห่งเมื่อมีตำแหน่งควบ
นั่นย่อมแปลว่าหากมีความสงสัยแม้แต่น้อยว่า อาจมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตน จะต้องแสดงความจริงให้ประจักษ์ และถอยห่างจากความน่าคลางแคลงนั้นโดยฉับพลัน
นั่นย่อมแปลว่าจะต้องไม่อ้างกฎหมายไม่ได้ระบุว่า จะต้องทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง หากหลักจริยธรรมบอกว่าเป็นเรื่องของการคาบเส้น ระหว่างความถูกต้องกับความน่าสงสัยว่า จะกระทบความรู้สึกชั่วดีของสังคม เขาเหล่านั้นก็จะต้องไม่กระทำการนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีใครทักท้วง
การจะให้การปฏิรูปทั้ง 11 กลุ่มสำเร็จได้ดั่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเป็นเจตนารมณ์นั้นเป็นงานหนัก และมีความสงสัยตั้งแต่แรกเริ่มว่า กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ดั่งที่เห็นอยู่นั้นจะทำให้ได้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและทุ่มเทอย่างจริงจังได้มากน้อยเพียงใด เพราะดูจากรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาบางคนบางกลุ่มก็ยังมีเครื่องหมายคำถามของที่มาและที่ไปพอสมควร
แต่เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้ ต้องมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ก็ย่อมหมายความว่าสังคมจะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของทุกคนและทุกขั้นตอนของการเลือกสรรคนเข้าไปทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้
และ คสช. ซึ่งเป็นทั้งผู้ริเริ่ม ผู้กำหนดกติกาและผู้ดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายก็จะต้องรับฟังเสียงทักท้วงและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์อย่างกว้างขวางจากคนที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ใน สนช. และ สปช. มากกว่าที่จะพึ่งพาเฉพาะความเห็นของคนที่ได้รับการคัดสรรเข้าไปทำหน้าที่เท่านั้น
เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว งานการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ย่อมอยู่ที่ว่ากระบวนการทำงานจากนี้ไปจะต้องมีการตรวจสอบจากคนข้างนอกมากกว่าที่จะหวังพึ่งเสียงส่วนใหญ่ใน สนช. และ สปช. ซึ่งอาจไม่มี “ฝ่ายค้าน” ที่เป็นระบบ และไม่มีการคานอำนาจอันมีประสิทธิภาพดั่งที่ระบอบประชาธิปไตยปกติพึงจะมี
ก้าวย่างของการปฏิรูปจึงเป็นปัจจัยตัดสินว่าเราจะก้าวผ่าน “ขั้นที่ 2” สู่ “ขั้นที่ 3” ของ คสช. ได้อย่างสมความคาดหมายของปวงชนหรือไม่?






