สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)จะมีการประชุมนัดแรก หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งประธานสภา
และรองประธานสภา และทำวาระการประชุม จะมีการพิจารณาเรื่องด่วน คือ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้องบังคับการประชุมสภาสนช. การตั้งคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาสนช.(ชั่วคราว) และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 นั่นหมายความว่า เป็นการเริ่มการทำงานอย่างเป็นทางการของสนช. และเริ่มเข้าสู่โรดแมพขั้นที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
หากติดตามผลการสำรวจของสำนักวิจัยต่างๆ ต่อความเห็นของประชาชนต่อการทำงานในระยะแรก จะเห็นได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของคสช. แต่งานส่วนใหญ่ในระยะแรกมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเร่งด่วนในหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจากสถานการณ์ที่คาดกันว่าจะเกิดความวุ่นวายนั้น ปรากฏเหตุการณ์กลับเป็นไปอย่างเรียบร้อย และในทางตรงกันข้าม กลับมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้โดยราบรื่น แต่ก็ถือว่าปัญหาการเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่านับตั้งแต่เดือนก.ย.เป็นต้นไป ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลกันอย่างครบถ้วน จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งของสังคมไทย เพราะนอกจากการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ที่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไขกันอีกมากแล้ว ในขณะเดียวกันก็ยังต้องมีการปฏิรูปการเมืองกันหลายด้านด้วย ซึ่งหากพิจารณาจากปัญหาที่หัวหน้าคสช.กล่าวถึงในทุกวันศุกร์ก็จะเห็นว่า ปัญหาของประเทศมีแทบทุกด้าน จึงเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลใหม่ว่า จะทำได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดภายใน 1 ปีหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เราต้องถือว่าทั้งรัฐบาลและสนช. นั้นไม่ถือว่าเป็นกลไกปกติของประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย เพราะทุกอย่าง คสช.ยังมีอำนาจเต็มเช่นเดียวกับรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลในเรื่องความมั่นคง ดังจะเห็นได้จากกฏอัยการศึกไม่ได้ถูกยกเลิก แม้จะมีรัฐบาลแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันหรือมีแนวคิดคล้ายกันในการแก้ปัญหาของประเทศ ประเด็นดังกล่าวนี้เองทำให้มีเสียงวิจารณ์ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแก้ปัญหา โดยไม่ฟังความเห็นให้รอบด้าน
เมื่อเข้าสู่ระยะที่สองของการบริหารประเทศ ซึ่งหัวหน้าคสช.ประกาศแล้วว่า จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยจะลำดับความสำคัญของปัญหาว่าอะไรแก้ก่อนหลัง นับว่าเป็นเงื่อนไขพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้่นเราเชื่อว่าการทำงานของรัฐบาลใหม่จะมีคนจับจ้องเป็นพิเศษมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามปกติ และเราเชื่อว่าเรื่องนี้รัฐบาลใหม่และคสช.ก็ตระหนักดีเช่นเดียวกันว่ามีเวลาจำกัด แต่ปัญหามีมาก อีกทั้งคนยิ่งคาดหวังการทำงานมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในเรื่องปากท้องที่เป็นเรื่องใหญ่ในยุคปัจจุบัน
เราเห็นว่า การดำเนินนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศตามเป้าหมายของคสช.นั้น ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย รวมทั้งมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกนโยบาย และเชื่อว่าจะมีความพยายามวิ่งเต้นตามปกติ เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหากรัฐบาลใหม่ยึดหลักของหัวหน้าคสช.ว่าต้อง"เอาตัวออกมาจากปัญหา" และตัดสินเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เราเชื่อว่าสังคมก็จะเดินหน้าตามแนวทางคสช.จะต้องการปฏิรูปประเทศ แต่หากปล่อยให้นโยบายที่ออกมามีการล็อบบี้หรือวิ่งเต้น เราก็เชื่อว่าคสช.ก็คงล้มเหลวเหมือนในอดีต






