วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าเป็นตัวเลือกสุดท้าย

แม้จะไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการจาก "ซีเกท" หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ของโลกว่า

การเตรียมลงทุนระยะเวลา 5 ปี รวมมูลค่า 1.05 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 10,620 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่สวนอุตสาหกรรมบาตู คาวาน ในปีนัง ประเทศมาเลเซียจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อการลงทุนของซีเกทในประเทศไทยหรือไม่ แต่นับจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ซีเกทได้ลงทุนในประเทศไทยประมาณ 1 พันล้านบาทเปิดอาคารผลิตหลังใหม่สำหรับการผลิตหัวอ่าน-เขียน ณ โรงงานซีเกท นครราชสีมาเมื่อเดือน ก.พ. 2555 ซึ่งผู้บริหารซีเกทระบุว่า บริษัทไม่มีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ แต่จะลงทุนขยายการผลิตโรงงานเดิมที่มีอยู่ในไทยราว 3,000-6,000 ล้านบาท (100-200 ล้านดอลลาร์) ต่อปี คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าได้ราว 20-25% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2558

ครั้งนั้น ผู้บริหารซีเกทระบุว่า วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ของไทย ส่งผลให้การดำเนินงานของซีเกท ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาซัพพลายเชน แต่ทำให้บริษัทมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความแตกต่างให้แก่ซัพพลาย โดยเฉพาะการกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน เช่น การลงทุนร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อทำข้อตกลงด้านราคาและการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า รวมทั้งเข้าหารือกับรัฐบาลไทยหามาตรการป้องกันในระยะยาว พร้อมกับยอมรับถึงปัญหาภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ประเด็นจึงอยู่ที่ "การกระจายความเสี่ยง" จากเดิมโรงงานซีเกทในประเทศไทยผลิตฮาร์ดดิสก์ได้ 60 ล้านชิ้น จากยอดผลิตออกสู่ตลาดโลก 66 ล้านชิ้น

ขณะที่ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ของโลกเดินทางเยือนไทย พร้อมให้สัมภาษณ์ แสดงความเชื่อมั่นตลาดประเทศไทย โดยวางไว้เป็นฮับสำหรับขยายตลาดในภูมิภาคอินโดจีน โดยให้ความสำคัญต่อตลาดเอสเอ็มอีซึ่งมีผู้ประกอบการอยู่กว่า 1 แสนราย ซึ่งจะเข้าไปช่วยผลักดันการเติบโตโดยใช้เทคโนโลยี และเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเท่ากับว่าโอกาสทางการทำตลาดในประเทศไทยยังมีอีกมาก ขึ้นกับว่าผู้ผลิตจะเจาะให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นในแง่การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแล้ว "ไทย" ไม่ใช่ตัวเลือกอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้อินเทลเคยสำรวจพื้นที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิต โดยมีไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือก นอกจากอินเดีย และเวียดนาม ที่สุดแล้วได้เลือกตั้งโรงงานที่เวียดนาม ตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ไม่แจ่มชัดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนที่ไม่คล่องตัว ตัวเลือกจึงเป็นประเทศอื่นดังที่ปรากฏ

เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้ามาลงทุน แต่ความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะเชิญชวน จูงใจนักลงทุนเข้ามาทุ่มทุนในประเทศกลับน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ระดับนโยบาย ความชัดเจนในการตอบคำถามนักลงทุน กำหนดเวลาที่จะตอบคำถามต้องไม่เนิ่นนานเกินกว่าจะรอได้ การปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน การปฏิบัติต่อนักลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายนอกรายการที่ต้องจ่ายจริง ความมั่นคงทางการเมือง องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้คงไม่อาจละเลยด้านใดด้านหนึ่ง หากประเทศไทยยังต้องการจะดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศและเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญที่นักลงทุนต้องเลือกเข้ามากระจายความเสี่ยง ไม่ใช่อยู่รอเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ไม่มีใครต้องการ ทั้งต้องไม่ลืมวางมาตรการส่งเสริมบุคลากรในประเทศ ให้ก้าวสู่แถวหน้าของแรงงานคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะดึงดูดนักลงทุนต่อไป