วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ทะเบียนห้ามโทร) ของสิงคโปร์

ท่านผู้อ่านเคยรู้สึกหงุดหงิดใจเวลาที่มีคนโทรศัพท์มาขายของไหมคะ?

แล้วเคยสงสัยไหมว่าบรรดาบริษัทเหล่านี้ได้เบอร์ติดต่อของคุณมาได้อย่างไร? ทำไมพวกเขาจึงโทรมารบกวนคุณได้? มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของคุณไม่ใช่หรือ? ทำไมกฎหมายไม่ห้ามการกระทำเหล่านี้ แล้วเมื่อไหร่จึงจะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล? หลายคนคงจะเคยตั้งคำถามเหล่านี้หลายต่อหลายครั้ง แล้วก็เฝ้ารอวันที่จะมีกฎหมายที่จะมาจัดการกับเรื่องนี้เสียที

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา คสช. ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายจำนวน 14 ฉบับ ซึ่งเมื่อนับรวมร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจาก คสช. ไปก่อนหน้านี้ มีร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของ คสช. เพื่อรอการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว รวมทั้งสิ้น 38 ฉบับ หนึ่งในร่างกฎหมาย 38 ฉบับก็คือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

แต่ขอเรียนว่า ขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ เรามีแต่เพียงร่างกฎหมายที่ คสช. ให้ความเห็นชอบในเบื้องต้น และจะต้องให้ สนช. ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายรัฐสภาพิจารณาแก้ไข (หากมี) และให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อที่จะออกเป็นกฎหมายก่อนค่ะ ซึ่งไม่ว่าพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคลที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. และออกมาใช้บังคับในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร หากคงหลักการให้การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นเจ้าของข้อมูลนั้นก่อน ผู้เขียนก็เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้มากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ในระหว่างที่เรารอให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้ออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้บางส่วนเมื่อเดือนธันวาคม 2556 และมีผลใช้บังคับเต็มทั้งฉบับเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมานี้แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษากฎหมายใหม่ของสิงคโปร์ในเรื่องนี้ เห็นว่ามีความน่าสนใจและให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างสร้างสรรค์มาก จึงขอนำมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้ศึกษากันค่ะ

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล The Personal Data Protection Act (PDPA) ของประเทศสิงคโปร์ ออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 แต่ได้ให้ระยะเวลาในการปรับตัวแก่บรรดาบริษัทต่างๆ เป็นเวลา 18 เดือน จึงเพิ่งจะมีผลใช้บังคับโดยสมบูรณ์ทั้งฉบับเมื่อไม่นานมานี้เอง โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูล นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศสิงคโปร์และเพื่อให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ได้รับความเชื่อถือระดับโลก

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสิงคโปร์ มีหลักการใหญ่ๆ คือ องค์กรในสิงคโปร์ ยกเว้นองค์กรของรัฐ ซึ่งมีระบบเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายอยู่แล้ว จะต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล และที่สำคัญที่สุดการเปิดเผยข้อมูลจะต้องได้รับความยินยอมของแต่ละบุคคลด้วย

แต่ละองค์กรจะต้องจัดให้มีระบบรักษาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ได้รับอนุญาต และจะต้องไม่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือทางกฎหมายอีกต่อไป นอกจากนี้ องค์กรจะต้องมีบุคคลอย่างน้อยหนึ่งคนทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (data protection officer) เพื่อดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับตัวบุคคลนั้น ตามกฎหมายฉบับนี้บุคคลมีสิทธิเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มีการเก็บรวบรวมไป และองค์กรที่ได้รับคำขอให้แก้ไขข้อมูลจะต้องดำเนินการภายใน 30 วัน

ที่กล่าวมานี้เป็นเนื้อหาโดยสรุปของพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศสิงคโปร์ ที่น่าสนใจก็คือ กฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้มี "ทะเบียนห้ามโทร" แห่งชาติ (Do Not Call Registry) หรือเรียกสั้นๆ ว่า DNC Registry ซึ่งบุคคลสามารถไปลงทะเบียนเลขหมายโทรศัพท์สิงคโปร์ของตนเพื่อประกาศตนว่าไม่ขอรับการติดต่อทางการตลาดใดๆ ไม่ว่าจะด้วยการโทรศัพท์ หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น SMS หรือ MMS และแฟกซ์ จากองค์กรต่างๆ ซึ่งหากเลขหมายโทรศัพท์ใดมีการลงทะเบียนใน DNC Registry แล้ว องค์กรต่างๆ จะโทร ส่งข้อความสั้น หรือแฟกซ์ไปยังเลขหมายนั้นไม่ได้

บุคคลใดที่ไม่ประสงค์จะได้รับข้อความหรือโทรศัพท์ติดต่อทางการตลาดก็สามารถไปลงทะเบียนในทะเบียนห้ามโทรดังกล่าวได้

ในคราวหน้า เราจะมาดูรายละเอียดของกฎเรื่องทะเบียนห้ามโทรกันค่ะ

****************************************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่