เด็กน้อยวัย 7 เดือน กับ หมอหนุ่มวัย 33 ปี อยู่ห่างกันครึ่งโลก
แต่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกพร้อมๆกัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ก้าวหน้า ทำให้ “หนูน้อยแกมมี่” ได้มีโอกาสถือกำเนิดขึ้นในเมืองไทย มีแม่เป็นคนไทยชื่อว่า ภัทรมน สาววัย 21 ปี อาชีพแม่ค้าขายอาหาร ซึ่งมีลูกสองคนเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่เธอยินยอมอุ้มบุญให้แก่ครอบครัวชาวออสเตรเลีย ด้วยเงินค่าจ้างประมาณ 4 แสนบาท
เรื่องนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการทำ “ธุรกรรม” โดยผ่านบริษัทนายหน้า และทุกฝ่ายต่างก็ได้รับผลประโยชน์ เพราะบริษัทนายหน้าได้ค่าบริการ ภัทรมนได้ค่าจ้าง จำนวนที่คุ้มค่าในความรู้สึกของเธอ เพราะเธอนำไปใช้ในการศึกษาของลูกทั้งสองคน และยังมีเหลือชดใช้หนี้อีกด้วย ส่วนครอบครัวชาวออสเตรเลียนั้น รอเพียงไม่กี่เดือนก็จะได้ลูกไว้เชยชม สมใจหวัง
แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น ดังที่เป็นข่าวไปแล้ว เด็กที่เกิดมาคือหนูน้อยแกมมี่นั้น เป็นดาวน์ซินโดรม และมีปัญหาสุขภาพ ทั้งโรคหัวใจและโรคปอดแทรกซ้อน ส่วนคู่แฝดของแกมมี่ เป็นเด็กหญิง สุขภาพสมบรูณ์ ภัทรมน บอกว่าครอบครัวที่ว่าจ้างเธอ ได้เลือกเฉพาะเด็กหญิง พากลับไปออสเตรเลีย และไม่เหลียวแลแกมมี่เลย ปล่อยให้เธอ ซึ่งมีฐานะไม่ดีนัก ต้องรับภาระในการดูแลแกมมี่ เธอกังวลว่า ในอนาคตจะดูแลแกมมี่ต่อไปได้อย่างไร
สรุปง่ายๆว่า เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเศร้า ที่เคล้าประเด็นจริยธรรมและมนุษยธรรม พาดหัวข่าวไปทั่วโลก จนทำให้องค์กรการกุศลแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ชื่อว่า Hands Across the Water ระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือ “เบบี้แกมมี่” มีผู้ใจบุญบริจาคเงิน มากกว่า 6 ล้านบาท แล้ว ในขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่ “เศร้ามากๆ”
อันว่าธุรกิจอุ้มบุญนั้น บางประเทศก็อนุญาตให้ทำได้ แต่หลายประเทศถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย วันนี้เรื่องราวของแบบี้แกมมี่ จึงทำให้ธุรกิจอุ้มบุญ ได้รับความสนใจจากรัฐบาลของประเทศต่างๆและชาวโลก เป็นอย่างมาก
ส่วนหมอแบร้นท์ลี่นั้น เป็นแพทย์หนุ่มชาวอเมริกันน้ำใจงาม อาสาไปทำงานดูแลรักษาผู้ป่วยโรคอีโบล่าที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศย่านทวีปแอฟริกาตะวันตก หมอแบร้นท์ลี่ ดูแลผู้ป่วยอยู่ที่ประเทศไลบีเรีย ซึ่งที่นั่นมี อาสาสมัครหญิงชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งชื่อ แนนซี่ ไรท์โบล วัย 59 ปี ทั้งสองคนทำงานด้วยความระมัดระวังและป้องกันตัว อย่างดีที่สุด แต่ในที่สุดก็ติดเชื้ออีโบล่าเข้าจนได้
ในขณะที่บุคลากรอาสาสมัครทางการแพทย์ทั้งสองคน มีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วในประเทศไลบีเรียนั้น วิทยาศาสตร์การแพทย์ล่าสุด ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอีกเช่นกัน กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ได้มีการทดลองฉีดเชื้อไวรัสอีโบล่าจำนวนเล็กน้อยเข้าไปในลิง เพื่อให้ลิงสร้างภูมิคุ้มกัน จากนั้นก็สกัดเอาเซรั่มออกมา เมื่อทดลองฉีดเซรั่มนี้เข้าไปในลิงที่ถูกทำให้ติดเชื้ออีโบล่า ก็พบว่าเซรั่มดังกล่าวสามารถรักษาลิงที่ป่วย ได้ผลดีอย่างยิ่ง และเห็นผลอย่างชัดเจนในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือเซรั่มชนิดนี้ ยังไม่เคยได้รับการทดลองกับมนุษย์มาก่อนเลย ซึ่งโดยกระบวนการปกตินั้น จะต้องใช้เวลาในการทดลองอย่างระมัดระวังและรอบคอบที่สุด ว่าผลข้างเคียงระยะสั้น ระยะยาว ในการใช้กับมนุษย์ จะเป็นเช่นใด อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่วันมานี้ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้ประสานความร่วมมือกันและส่งเซรั่มชนิดนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ZMapp” ที่ต้องเก็บแบบแช่แข็งอย่างเย็นเยียบ ตลอดการเดินทางไปถึงไลบีเรีย เมื่อไปถึงแล้วก็จะต้องรอให้เซรั่ม”ละลายเองตามธรรมชาติเท่านั้น” ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยอย่างน้อยถึง 8 ชั่วโมง ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่ระทึกใจมาก ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วก่อนหน้านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเซรั่มไปถึงไลบีเรีย หมอแบร้นท์ลี่ ได้แจ้งว่าตนเองยังอยู่ในวัยหนุ่ม อายุเพียง 33 ปี แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีกว่าแนนซี่ ซึ่งอายุมากถึง 59 ปีแล้ว จึงขอให้ฉีดเซรั่มให้แก่แนนซี่ก่อน แต่ก็ปรากฏว่า อาการของหมอแบรนท์ลี่ กลับทรุดลงอย่างรวดเร็วมาก ความที่เขาเป็นหมอ เขาจึงรู้ว่าตัวเองมีอาการใกล้ตายแล้ว และได้โทรศัพท์ไปร่ำลาภรรยาที่อเมริกา เจ้าหน้าที่จึงได้ตัดสินใจรีบฉีดเซรั่มให้เขาทันที
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่าหมอแบร้นท์ลี่ ได้รับเซรั่มไปเพียงประมาณ 20 นาทีเท่านั้น จากอาการที่หมดสภาพและอยู่ในขั้นโคม่าใกล้เสียชีวิต เขากลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมง เขาก็กระปรี้กระเปร่าผิดหูผิดตา วันรุ่งขึ้นสามารถลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำได้ด้วยตนเอง และถูกส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่อเมริกา ในชุดเสื้อเกราะป้องกันการเผยแพร่เชื้อโรค ซึ่งเขาสามารถเดินลงจากเครื่องบินได้ด้วยตนเอง
ขณะนี้ หมอแบร้นท์ลี่กำลังฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ส่วนแนนซี่ ซึ่งก่อนหน้านั้น สามีได้ให้สัมภาษณ์ว่า กำลังเตรียมการจัดงานศพให้แก่ภรรยาของเขาแล้ว ก็มีอาการดีขึ้นเช่นกัน เพียงแต่อยู่ในสภาพที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็เริ่มมีความหวังที่มากขึ้น และติดตามสถานการณ์กันชั่วโมงต่อชั่วโมงเลยทีเดียว
เรื่องราวของเบบี้แกมมี่ กับ หมอแบร้นท์ลี่ คงจะได้รับความสนใจจากสังคมโลกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ในที่สุด ผมเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ ก็คงจะผ่านไปและจางหายไปจากความสนใจของคนในสังคม เพราะธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมมีเรื่องใหม่ๆเข้ามาเสมอ
แม้เบบี้แกมมี่ จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหมอแบร้นท์ลี่เลยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองเห็นจากสองกรณีนี้ก็คือ ทั้งสองเรื่องนั้น ต่างเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งมีประเด็นทางจริยธรรม และ มนุษยธรรม เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้มีคำถามเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยแล้วว่า ต่อไปจะใช้กฎหมายและกติกากำกับดูแลธุรกิจอุ้มบุญกันอย่างไร ในขณะที่อีกเรื่องหนึ่งนั้น ผู้ป่วยอีโบล่าซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเกือบพันคน และกำลังรอความตายอีกจำนวนมาก ก็เกิดคำถามว่า ควรจะนำเซรั่ม ZMapp ไปใช้ในวงกว้าง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือไม่
เสียงเรียกร้องบอกว่ายิ่งตัดสินใจช้า ก็ยิ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น แต่การตัดสินใจนำเซรั่มไปใช้วงกว้างอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องยาก เพราะว่ายังไม่ได้มีการค้นคว้าวิจัยเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงของเซรั่มนี้ในมนุษย์เลย เพิ่งได้ทดลองใช้กับหมอแบร้นท์ลี่ และแนนซี่ เพียงไม่กี่วันเท่านั้น และยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดผลลบ แทรกซ้อน กับบุคคลทั้งสอง อย่างไรในอนาคต
ทั้งสองเรื่องเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายต่อผู้ที่จะต้องตัดสินใจ แต่อย่างน้อยที่สุด อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากเรื่องราวของเบบี้แกมมี่ และหมอแบร้นท์ลี่ ก็คือ ผมมองเห็นว่าท่ามกลางความโหดร้าย ที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆของโลกมนุษย์เรานั้น ทั้งสองกรณีนี้ ทำให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ยังมีความงดงามให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่เสมอ เพราะกรณีของหมอแบร้นท์ลี่และแนนซี่ นั้น เราได้เห็นการเสียสละอย่างยิ่ง ในการเอาชีวิตของตนเอง เข้าแลกกับการช่วยชีวิตของผู้อื่น
ส่วนกรณีของ ภัทรมน และเบบี้แกมมี่ เราได้เห็นภาพของ ภัทรมน แม่อุ้มบุญ เธอร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็นว่า ถึงแม้เธอจะรับจ้างอุ้มบุญเพื่อหวังเงิน แต่ความรู้สึกในขณะนี้ แกมมี่ ก็เสมือนเป็นลูกของเธอแล้ว เธอจะพยายามดูแลแกมมี่ต่อไป แม้จะมีฐานะไม่ดีก็ตาม นอกจากนั้น เมื่อสองวันก่อน มีรายงานข่าวว่าทางออสเตรเลียออกมาว่า ได้ตรวจสอบ
ประวัติแล้วพบว่า ชายชาวออสเตรเลียที่เป็นพ่อทางพันธุกรรมของแกมมี่ เคยมีประวัติการลวนลามทางเพศกับเด็กหญิงมาแล้วหลายคน ในช่วงที่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม พอทราบข่าวเช่นนี้ ภัทรมนบอกว่ารู้สึกเป็นห่วง “แฝดหญิง” ที่เขานำกลับไปเลี้ยง และเธออยากจะนำกลับมาดูแลเอง เพื่อเด็กจะได้ปลอดภัย
ความจริง เธอก็เพียงรับจ้างอุ้มบุญเพื่อแลกกับเงินเท่านั้น แต่เมื่อครอบครัวผู้ว่าจ้างปฏิเสธความรับผิดชอบ เธอยังพยายามกัดฟัน พร้อมจะดูแลเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ เพราะมีความรู้สึกผูกพัน เธอสงสารแกมมี่ และรู้สึกต่อเขาเสมือนลูก
ช่างเป็นบทสะท้อนจิตใจอันงดงามของความเป็น “แม่” ของผู้หญิงไทยคนหนึ่ง และได้อารมณ์ที่เหมาะเจาะอย่างยิ่ง สำหรับการเข้าสู่บรรยากาศ “วันแม่” ในสัปดาห์หน้า เสียนี่กระไร!






