วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงของตราสาร ETF

ก่อนที่จะพูดถึงความเสี่ยงของ Exchange-Traded Fund (ETF) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ

ต้องขอเล่าถึงกลไกการทำงานของ ETF ก่อน ในโลกของ ETF นักลงทุนไม่เคยทำการซื้อขายตราสารดังกล่าวกับบริษัทจัดการกองทุนรวมอื่นๆ โดยตรง

หน่วยลงทุน ETF เกิดจากการซื้อและขายหุ้นที่อยู่ในไส้ในของพอร์ตโฟลิโอ ETF โดยหน่วยงานที่เรียกว่า Authorized Participants (AP) การซื้อและขายหุ้นดังกล่าวทำให้มูลค่า ETF มีค่าเข้าใกล้กับมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยหน้าที่หลักของ AP คือการสร้างหน่วย ETF ด้วยการซื้อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบในพอร์ตโฟลิโอของ ETF และทำการลดหน่วย ETF ด้วยการขายหลักทรัพย์ต่างๆ ในพอร์ตดังกล่าว นอกจากนี้ ราคาของ ETF สามารถสะท้อนราคาของหลักทรัพย์ได้เกือบตลอดเวลา ด้วยการหากำไรของนักลงทุนในตลาด โดยหากราคาของหน่วย ETF น่าสนใจกว่าราคาหลักทรัพย์จริงก็จะมีแรงซื้อจนราคาของทั้งคู่อยู่ในดุลยภาพอีกครั้ง และในทางกลับกัน ก็จะมีแรงขายหากราคาของหน่วย ETF แพงกว่าราคาของหลักทรัพย์ในตลาด

เริ่มจากความเสี่ยงแรก ได้แก่ แรงซื้อขายของ ETF ดังกล่าวจะทำลายดุลยภาพในตลาดหุ้นหรือไม่ คำตอบคือ ในอดีต อาทิ ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ไม่ได้เกิดขึ้น ทว่าเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเกิด Tapering Tantrum ซึ่งนายเบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ เมื่อเริ่มพูดถึงการลดขนาด QE นั้น ตลาด ETF ก็ได้ส่งผลต่อการขายแบบหนักๆ ของตลาดหุ้นสหรัฐอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารอังกฤษและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางอังกฤษยังชี้ชัดว่า ETF มีผลต่อการแกว่งตัวของตลาดหุ้นจริง ที่สำคัญ ETF ของตลาดเกิดใหม่ อาทิ iShares MSCI Philippine (EPHE) ลดลงจากที่เป็น 4.7% premium เป็น 6.1% discount ในรอบ 9 วัน ของช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ตราสาร ETF ก็เป็นเสมือนตัวแทนของหลักทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอเมื่อหลักทรัพย์หรือหุ้นหายากในตลาด ซึ่งแน่นอนสิ่งนี้นับว่าเป็นข้อดีของ ETF

ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ ผลตอบแทนของ ETF ก็เหมือนกับหุ้นที่มีความไม่แน่นอนของผลตอบแทนและในบางครั้งก็สามารถชักนำตลาดได้ โดยนักลงทุน ETF ต้องพึงระวังไว้ว่า ETF ที่เคยให้ผลตอบแทนที่ดีมาด้วยระยะเวลายาวนาน อาจจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีในอนาคต อาทิ ETF ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐที่ชื่อว่า Good Harbor Tactical Core U.S. ซึ่งเคยให้ผลตอบแทนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาร้อยละ 13.4 ทว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีผลตอบแทนติดลบร้อยละ 10.2 จากการที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กเป็นหลักซึ่งเกิดขาดทุนในช่วงดังกล่าว นอกจากนี้ ขนาดของกองทุน ETF ก็เป็นประเด็นสำหรับการซื้อขายในตลาดหุ้นจนเป็นที่จับตาของ Securities Exchange Commisision ของสหรัฐ ว่าจะสามารถชี้นำราคาของตลาดมากเกินไป จนบริษัท Good Harbor เจ้าของ ETF ดังกล่าวต้องลด Profile ของตนเองลง

ความเสี่ยงที่สาม การใช้ผลตอบแทนที่มิได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทว่ามาจากการใช้คอมพิวเตอร์สร้างข้อมูลให้เพื่อนำมาใช้ในการโฆษณานั้น ก็มีการกล่าวกันว่าพบได้ใน ETF บางตัวในตลาดสหรัฐ นอกจากนี้ ราคาของ ETF ที่มิได้ทำการซื้อขายบ่อยๆ ก็อาจทำให้ราคาที่แสดงอยู่มิได้สะท้อนความเป็นจริงได้ดีเท่าไรนัก โดยนักการเงินของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชี้ว่าครึ่งหนึ่งของความแตกต่างระหว่าง ETF และดัชนีหุ้นที่ตราสารดังกล่าวพยายามจะเลียนแบบมาจากราคาที่ไม่อัปเดตดังกล่าว

ความเสี่ยงสุดท้าย ได้แก่ การเกิด Flash Crash หรือดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐตกลงแบบรุนแรงในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อปี 2010 เกิดจากตราสาร ETF กว่าร้อยละ 70 และตกลงกว่าร้อยละ 50 จนอาจทำให้คิดได้ว่า ETF เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Flash Crash และเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตได้

สำหรับ ETF ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ ตราสาร ETF ที่เขียนคำโฆษณาไว้ว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนทั้งหลาย เข้าใจ Modern Portfolio Theory (MPT) แบบผิดๆ ว่า ตลาดจะมีความสมบูรณ์และไม่สามารถถูกเอาชนะได้ จึงเกิด ETF ประเภทใหม่ๆ ที่ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่มีความสลับซับซ้อนและมีตัวแปรหลายสิบตัว ในสมการดังกล่าว อีกทั้งมีสินทรัพย์ต่างๆ ประกอบอยู่ 9 ประเภท โดย ETF ที่ได้รับความนิยมที่สุด ได้แก่ iSectors Post-MPT Growth ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ได้ลงทุนในอุตสาหกรรม Health-Care และ Energy รวมถึงทองคำเป็นหลัก โดยผลตอบแทนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เท่ากับร้อยละ 18 ซึ่งตรงนี้ต้องจับตาดูว่าจะเป็นความหวังใหม่หรือความเสี่ยงใหม่ของนักลงทุนกันแน่ครับ

-----------------

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ