ตลอดช่วงปีที่ผ่านมามีกระแสข่าวเกี่ยวกับ Facebook ว่ายักษ์ใหญ่สังคมออนไลน์อย่าง Facebook นั้นได้เลยจุดสูงสุด
และกำลังเข้าสู่ยุคตกต่ำแล้ว แถมกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิกหลักของ Facebook ก็เริ่มทิ้ง Facebook ไปหาของเล่นใหม่ๆ ตามประสาวัยรุ่นเห่อง่ายเบื่อง่าย ในขณะที่ผู้ที่มาเล่น Facebook มากขึ้นกลับเป็นผู้ใหญ่หรือคนวัยกลางคนขึ้นไป นักวิเคราะห์ วิจารณ์จำนวนมากเริ่มมองหรือประเมินว่า Facebook กำลังเข้าสู่ยุคตกต่ำแล้ว รายได้ และกำไรของ Facebook ก็น่าจะมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง
แต่ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของ Facebook ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่งประกาศไปไม่นานมานี้กลับหักปากกาเซียนกันเป็นแถว เมื่อรายได้ของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 61% เป็น 2.91 พันล้านดอลลาร์ และทำให้มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 791 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มจาก 333 ล้านดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ทำให้หุ้นของ Facebook ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 10% และมีการแซวกันว่า Facebook กำลังจะกลายเป็น Big Blue รายใหม่ทดแทน IBM เนื่องจากมูลค่าของ Facebook นั้นเริ่มขยับมาใกล้เคียงหรือสูงกว่ายักษ์สีฟ้าเจ้าเดิมอย่าง IBM แล้ว (ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ราคาหุ้นของ Facebook อยู่ที่ประมาณ 73.95 ดอลลาร์ เปรียบเทียบกับราคาเมื่อตอน IPO ที่ 38 ดอลลาร์)
ที่น่าสนใจต่อไปก็คือร้อยละ 62 ของรายได้ของ Facebook นั้นมาจากสื่อโฆษณาบนอุปกรณ์สื่อสาร หรือ ที่เรียกกันว่า Mobile Ads แสดงให้เห็นว่าองค์กรและธุรกิจต่างๆ หันมาทำการโฆษณาบนอุปกรณ์สื่อสารมากขึ้น ตอนนี้ในอเมริกาเองคาดกันว่ามูลค่าการโฆษณาบนอุปกรณ์สื่อสารเหล่านี้มีมูลค่าถึง 17.7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และมี Google เป็นผู้ครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 39.8% (ตกลงมาจาก 49.8%) ส่วนอันดับสองนั้นก็คือ Facebook ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 18% สำหรับอันดับสามนั้นเขาว่ากันว่าถูกทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นครับ
ความน่าสนใจนอกเหนือจากการเติบโตในส่วนของรายได้จาก Mobile Ads ของ Facebook แล้ว ยังอยู่ที่การเติบโตของการโฆษณาผ่านทางอุปกรณ์สื่อสาร หรือ Mobile Devices ที่ดูเหมือนจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงทั้งพฤติกรรมของคนที่พึ่งพาหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือ Tablet กันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโฆษณา
Facebook พยายามทุกวิถีทางในการเพิ่มรายได้จาก Mobile Ads ไม่ว่าจะเป็นการทำ Premium Video Advertising ที่การโฆษณาบนหน้า Facebook จะเป็นเพียงแค่ตัวอักษรและภาพอีกต่อไป แต่จะเป็นภาพเคลื่อนไหวในลักษณะคลิปหรือวีดิโอ หรือ การสร้างเครือข่ายที่เรียกว่า Mobile Advertising Network ที่ Facebook ไม่ได้ขายโฆษณาบนแอพของตนเองเท่านั้น แต่ยังขายโฆษณาให้กับแอพของชาวบ้านอีกด้วย
ความน่ากลัวของ Facebook กับการหารายได้จาก Mobile Ads ของ Facebook ยังมีอีกครับ ตอนนี้ Facebook พยายามพิสูจน์ทุกวิถีทางเพื่อชี้ให้เห็นว่าการโฆษณาบน Facebook นั้นได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าการโฆษณาบนสื่ออื่นๆ เนื่องจาก Facebook มีการเก็บข้อมูลและพฤติกรรมการเล่น Facebook ของลูกค้าไว้อย่างละเอียด ดังนั้น โฆษณาแต่ละชิ้นจะถูกเลือกให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมายที่สุด แถมผู้ที่สามารถโฆษณาบน Facebook จะไม่ใช่เพียงแค่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินเยอะแยะ เหมือนกับการซื้อโฆษณาบนโทรทัศน์เท่านั้น แต่ธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจส่วนบุคคลก็ยังสามารถโฆษณาบน Facebook ได้อีกด้วย
ดูเหมือนว่า Facebook จะไม่ครณาเลยว่ากลุ่มลูกค้าวัยรุ่นจะหนีหายไปจาก Facebook มากขึ้น เนื่องจากผู้ใหญ่ที่เข้ามาสู่สังคมของ Facebook นั้นกลับเป็นผู้ที่มีเงินและกำลังซื้อมากกว่ากลุ่มวัยรุ่น ทำให้โฆษณาที่ปรากฏบน Facebook ได้รับความสนใจมากขึ้น
แต่ Facebook ก็ไม่ได้ทิ้งลูกค้าวัยรุ่นของตนเองนะครับ เมื่อวัยรุ่นหนีจาก Facebook ไปเล่น Instagram มากขึ้น Facebook ก็เข้าไปซื้อ Instagram มาเมื่อปี 2012 เมื่อปีที่แล้ววัยรุ่นทั่วโลกหันไปเล่น Snapchat กัน Facebook ก็พยายามเข้าไปซื้อ Snapchat ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ Facebook ก็เข้าไปซื้อ Whatsapp ด้วยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19 พันล้านดอลลาร์
เชื่อว่านิยามธุรกิจของ Facebook ในปัจจุบันจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่สื่อหรือสังคมออนไลน์แล้ว แต่ Facebook กำลังจะผันตัวเองไปเป็นผู้ให้บริการพื้นที่โฆษณาออนไลน์ที่มีสมาชิกกว่า 1 พันล้านคนเข้ามาดูอย่างน้อยเดือนละครั้ง ก็ต้องดูต่อไปในระยะยาวนะครับ แต่ตอนนี้คงต้องยอมรับว่า Facebook ได้วางและปรับกลยุทธ์ได้อย่างน่าสนใจและมีสิทธิ์ที่จะท้าชิงความเป็นยักษ์สีฟ้ารายใหม่กับรายเก่าอย่าง IBM









