วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ปรองดองการเมือง" โมเดลกัมพูชา

เห็นภาพนี้แล้วก็ต้องเข้าใจว่าความว่า “ปรองดอง” เกิดขึ้นที่กัมพูชาแล้ว แต่นี่เป็น “ของจริง” หรือ “สร้างภาพ”

ระหว่างนายกรัฐมนตรีฮุนเซนกับผู้นำฝ่ายค้านสม รังสี อีกไม่นานก็รู้

ทั้งสองคนเจรจาและต่อรองมาหลายรอบตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมปีที่แล้ว แต่เพิ่งจะยอมหาทางออกเพื่อการประนีประนอมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจอกันรอบสุดท้าย ต่อรองกันอยู่ 5 ชั่วโมง ออกมาจับมือกันแล้วประกาศว่า พรรคกู้ชาติหรือ Cambodia National Rescue Party (CNRP) ของสม รังสี จะเลิกคว่ำบาตรผลการประชุม และยอมสาบานตนเข้าร่วมประชุมสภา

ทั้งสองตกลงว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมในสภา โดยมีตัวแทนจากพรรครัฐบาล 7 คน และจากพรรคฝ่ายค้าน 6 คน โดยที่พรรคของฮุนเซนจะเสนอชื่อประธานและรองหนึ่งคน ขณะที่ฝ่ายค้านของสม รังสี จะเสนอชื่อรองประธานคนที่หนึ่ง

แต่จะมีคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยมีตัวแทนจากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านข้างละ 4 คนและอีกหนึ่งคนให้ทั้งสองพรรคช่วยกันเลือกมา

ตกลงกันว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า จะจัดในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมประมาณครึ่งปี

เหตุที่ต้องมีการเจรจาเรื่องวันเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเลือกตั้งปีที่แล้วจบลงไม่สวย ฝ่ายค้านหาว่าพรรค Cambodia People’s Party (CPP) โกงเลือกตั้ง ถ้านับคะแนนจริง ๆ พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งมากกว่า ขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่

แต่ฮุนเซนไม่ยอม ยืนยันว่า กกต.ของกัมพูชาได้ตัดสินแล้วว่าผลการเลือกตั้งถูกต้อง นั่นคือพรรค CPP ได้ 68 ที่นั่งและพรรค CNRP ได้ 55

จึงเกิดวิกฤตการเมืองยาวนานมาหนึ่งปี

พบกันครั้งล่าสุด ทั้งสองคนออกมาพูดจาภาษาดอกไม้

ฮุนเซนบอก “การพบปะครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เราจับมือทำงานร่วมกันได้”

สม รังสี แจ้งนักข่าวว่า “ทางออกที่ดีที่สุดคือการยุติความตีบตันและความตึงเครียดทางการเมือง”

การเจรจารอบหลังนี้มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลยอมให้ประกันตัว ส.ส.ฝ่ายค้าน 8 คนที่ถูกจับก่อนหน้านั้นในข้อหาก่อการขบถ เท่ากับเป็นการ “พบกันครึ่งทาง” อีกครั้งหนึ่งระหว่างสองผู้นำการเมืองของกัมพูชาที่เผชิญหน้ากันมายาวนาน

แต่ผมยังไม่เชื่อสนิทใจว่านี่เป็นการ “สมยอม” กันจริง เพราะต่างฝ่ายต่างรู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง และที่ต้องถอยกันคนละก้าวเพราะรู้ว่าหากขืนดึงดันต่อไปตนก็จะเสียหายเอง

ฮุนเซนรู้ว่าการเมืองกำลังเปลี่ยนและคนรุ่นใหม่โอนเอียงไปทางฝ่ายค้านมากกว่า ขณะที่สม รังสี ก็ตระหนักว่าหากยังคว่ำบาตร ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมสภาต่อไป เรี่ยวแรงของผู้สนับสนุนก็จะอ่อนแรงลงตามลำดับ ต้องเข้าไปต่อสู้ในสภาให้เห็นจะจะจึงจะได้คะแนนนิยมต่อเนื่อง

ฮุนเซนสำนึกแล้วว่าฝ่ายค้านกำลังมาแรง ขืนเล่นแรงอย่างที่ผ่านมา ฐานอำนาจของตัวเองจะสั่นคลอน เพราะครองตำแหน่งนายกฯมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม่อาจจะยื้อต่อไปโดยไม่ยอมถอยบ้าง

การเมืองเขมรกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง เหมือนที่อินโดนีเซียได้ ประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะพลิกโฉมการเมืองของเขาครั้งใหญ่ และแน่นอนว่าทุกสายตาเฝ้าจับตาก้าวต่อไป ของการเมืองไทยอย่างใกล้ชิดเช่นกัน