จังหวะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดระบบระเบียบ วางยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวระลอกใหม่
ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ต่างจากซีอีโอนำทัพองค์กร บรรดาภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ อุตสาหกรรม องค์กรการค้า สมาคมต่างๆ ระดมสมองนำเสนอแนวทาง "เพิ่มโอกาส-ลดอุปสรรค" ทางธุรกิจ สนับสนุนการเติบโตและเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558
ภาคเอกชนในนามสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และสมาคมศูนย์การค้าไทย ที่มีสมาชิก คือ ผู้ประกอบการค้าปลีกยักษ์ใหญ่ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับกรุงเทพฯ และประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว แห่งภูมิภาคเอเชีย ด้วยความเป็น World Class Destination ดึงดูดผู้คนทั่วโลกมาเยือนประเทศไทย
ปัจจุบันกลุ่มประเทศในอาเซียน มีความตื่นตัวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนจีดีพีประเทศเติบโต ไม่ต้องมองไกล การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดเล็กอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ มาจากบรรดานักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้าประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "ช้อปสนุก" มานานหลาย 10 ปี
หากไม่นับรวมแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น "การชอปปิง" นับเป็น "จุดขายหลัก" เพียงอย่างเดียว เทียบประเทศไทยที่มีความได้เปรียบของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความเพียบพร้อมและหลากหลายของวัฒนธรรม ประเพณี สินค้า และบริการต่างๆ ทั้งเครือข่ายโรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร และแหล่งชอปปิงทั่วมุมเมือง รองรับความต้องการนักท่องเที่ยวทุกระดับชั้น
ประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2020 จำนวนกว่า 1,600 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิค 400 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวในอาเซียน 160-200 ล้านคน คือ เป้าหมายของบรรดาผู้ค้าปลีกที่เชื่อว่าหากดึงมาใช้จ่ายในไทยได้จะสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล จากปัจจุบันไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.17 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพีประเทศ
มาตรการหลักที่ภาคเอกชนต้องการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุน กล่าวคือ การสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านสินค้าแบรนด์เนมด้วยมาตรการปรับลดภาษีนำเข้า เพราะไทยเสียเปรียบด้วยกำแพงภาษีสูง 30-60% เทียบฮ่องกง สิงคโปร์ ภาษี 0% ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ทยอยปรับโครงสร้างภาษีลงอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วงชิงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเช่นกัน
การต้อง "ปรับลดภาษี" เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความต้องการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมไม่ต่างจาก "นักท่องเที่ยวไทย" เดินทางต่างประเทศนิยมจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมจำนวนมาก เรียกว่า "ติดอันดับโลก" ทีเดียว ขณะที่นักท่องเที่ยวหลักกลุ่มในไทย “New Asia Luxury” ทั้งจากจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม รวมไปถึง รัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำแพงภาษีสูง แต่เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนม หากไทยสามารถดึงคนกลุ่มนี้จับจ่ายได้เมื่อเดินทางท่องเที่ยวในไทยจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อย
นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างภาษีผู้ประกอบการยังต้องการหน่วยงานสนับสนุนทางธุรกิจในการรุกขยายเครือข่ายต่างประเทศเช่นเดียวกับญี่ปุ่นมีองค์กรการค้าอย่าง "เจโทร" ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนรัฐบาลเป็นหัวหอกนำทัพเอกชนลงทุนต่างประเทศ เบื้องหลังของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่สำคัญ คือ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และคู่ค้าต่างๆ ที่เข้ามาจำหน่ายในลักษณะห่วงโซ่อุปทานมีจำนวนมากถึง 120,000 ราย กว่า 85% เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่ต้องการเปิดตลาดสร้างการเติบโตก้าวสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต
ทั้งโอกาสและอุปสรรคล้วนเป็นวาระเร่งด่วน






