สัปดาห์ที่แล้ว ผลสรุปของการประชุมประจำปีของหน่วยงาน Bank for International Settlements (BIS) ได้ออกข้อเสนอแนะ
ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเลี้ยวเข้าหาความเสี่ยงอยู่ 3 ประการด้วยกัน อันประกอบด้วย
หนึ่ง การก่อหนี้ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา อัตราส่วนหนี้ทั้งหมดของประเทศที่ยกเว้นกลุ่มธนาคารสำหรับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจ G20 นั้น ได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นทางด้านการคลังในช่วงหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของประเทศที่พัฒนาแล้วและการออกหุ้นกู้ของบริษัทในประเทศตลาดเกิดใหม่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะพยายามสร้างวินัยทางการคลังให้กับตัวเอง (ดูตัวอย่างจากการถกเถียงกันยกใหญ่ก่อนการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐอเมริกา) ทว่าปริมาณหนี้โดยรวมของประเทศเหล่านี้ก็ยังเติบโตอยู่อย่างต่อเนื่อง ในภาพรวม อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 275 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และเท่ากับร้อยละ 175 สำหรับกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่
แน่นอนว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณหนี้ดังกล่าวช่วยให้อุปสงค์โดยรวมของประเทศสูงขึ้น ทว่าก็ไม่แน่ชัดว่าจะสามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้หรือไม่ รวมถึงจะก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่เกิดจากหนี้ที่บานเบอะดังกล่าว ก็คือความอ่อนแอของการลงทุนที่เริ่มกระท่อนกระแท่นมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ถึงแม้ในบางประเทศ อาทิ จีน การลงทุนจะคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนว่าจะเกิดฟองสบู่หรือไม่ รวมถึงระดับการลงทุนต่อจีดีพีจะดูสูงไปก็ตาม ทว่าสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว บริษัทต่างๆ ได้ชะลอหรือหยุดการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจในช่วงถอนการกระตุ้นมาตรการด้านนโยบายการเงิน รวมไปถึงการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ได้ชะลอตัวลงในหลายประเทศทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้ของประชาชนที่สูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ยังทำให้ความสามารถในการชำระเงินคืนลดลงเป็นอย่างมาก เมื่อธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มที่จะพากันพาเหรดขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งจะสร้างความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจหนักขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ได้รับความกังวลมากที่สุด ได้แก่ "Secular Stagnation" นั่นคือ ในตอนนี้ ระดับผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศกำลังพัฒนาอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังรูปที่ 1 รวมถึงประชากรวัยทำงานของประเทศนับวันก็จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ แถมยังเข้ามาในตลาดแรงงานน้อยลงๆ ท้ายสุดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สามารถลดต่ำลงต่อไปได้อีกในขณะนี้ ซึ่งปัจจัยการผลิตทั้งสามต่างก็มีปริมาณที่ลดลง จึงส่งผลให้ในเชิงโครงสร้างแล้ว เป็นอุปสรรคต่ออุปสงค์และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแบบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาสั้นๆ
ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ การเสพติดนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดๆ (ณ ตอนนี้มูลค่าของงบดุลของธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วสูงถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว) นานเกินเหตุ จนอาจเกิดปรากฏการณ์ที่ตลาดปั่นป่วนเมื่อธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อ ดร. เบน เบอร์นันกี จะลดขนาดของ QE เมื่อปีที่แล้วที่เรียกกันว่า Tapering Tantrum นั่นเอง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ต่ำเป็นประวัติการณ์ดังรูปที่ 2 โดยคาดการณ์กันว่าตอนที่เริ่มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น จะเกิดความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินและมูลค่าหนี้สินของประชาชนไม่มากก็น้อย โดยความท้าทายของการนำนโยบายการเงินให้กลับเข้าสู่ภาวะปกตินั้น มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่
หนึ่ง การลดความคาดหวังของตลาดการเงินที่มีต่อนโยบายการเงิน ซึ่งในตอนนี้ นักลงทุนเกือบจะทั้งหมดต่างก็พากันหาอัตราผลตอบแทนที่สูงๆ จากสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆ จนทำให้อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นจนในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูตลาดหุ้นสหรัฐในตอนนี้ ความมั่นใจที่สูงเกินไปดังกล่าวเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะบีบให้ธนาคารกลางชะลอการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดออกไปเรื่อยๆ
สอง การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงเรื่อยๆ ส่งผลให้บริษัทต่างพากันหาแหล่งเงินด้วยออกหุ้นกู้ของตนเอง แทนที่จะกู้กับธนาคาร ซึ่งตรงนี้ ทำให้ความซับซ้อนของระบบการเงินมีสูงขึ้น และส่งผลต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจในอนาคต
ท้ายสุด ความเสี่ยงจากการตีความและเข้าใจตัวอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะมีไม่เพียงพอในปัจจุบัน เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของกลไกทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปใน 2 ประการ
หนึ่ง แม้ว่าน่าจะเชื่อได้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำจะไม่กลายเป็นเงินฝืด เนื่องจากส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน อาทิ การลดลงของราคาสินค้าที่ออกมาใหม่ๆ อันเนื่องมาจากสภาพการแข่งขัน รวมถึงการบริการที่ระดับราคาเริ่มสูงขึ้นน้อยลง ทว่าความไม่แน่นอนในความสามารถของการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในตอนนี้ ทำให้ต้องมีการวิจัยมากขึ้นในประเด็นนี้ รวมถึงบทบาทของปัจจัยต่างประเทศที่มีมากขึ้น ยิ่งทำให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
สอง การที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานๆ ย่อมเป็นสัญญาณของความไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจับตาประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
โดยสรุป การบริหารจัดการนโยบายการเงินและการคลังเพื่อที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม กลับมาเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






