สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหลักเกณฑ์การรายงาน ธุรกรรมทางการเงิน
ของนักการเมืองมานาน ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติทุกครั้งที่ใครผู้มาเป็นรัฐมนตรี และพ้นตำแหน่งต้องยื่นรายงานทรัพย์สิน แม้จะให้ส่งรายงานดังกล่าว แต่สังคมก็เชื่อว่าบรรดานักการเมืองทั้งหลายต่างก็มีบัญชีอื่นๆ ที่หลบซ่อนอยู่จำนวนมาก ดังนั้น รายงานทรัพย์สินที่ยื่นนั้นจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีทรัพย์สินอื่น ซึ่งทั้งที่ได้มาโดยสุจริตและทุจริต ได้ซุกซ่อนในรูปแบบต่างๆ กัน
ล่าสุด กรณีป.ป.ช.ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ให้รายการที่นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน โดยกำหนดมูลค่าสินทรัพย์ขั้นต่ำที่ต้องรายงาน คือ เงินสด 5 แสนบาท และอสังหาริมทรัพย์ 1 ล้านบาท รวมทั้งมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นอีกมาก ซึ่งเชื่อว่าหากหลักเกณฑ์บังคับใช้ จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากป.ป.ช.สามารถเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินและการทำธุรกรรมของผู้ที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ได้ทันที จากเดิมต้องรอให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองก่อน
หากมองในด้านของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็เชื่อว่าเครื่องมือนี้จะให้อำนาจกับป.ป.ช. ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และสามารถตามการโยกย้ายสินทรัพย์ก่อนที่จะมีการตรวจสอบได้ทันท่วงที ซึ่งความพยายามของป.ป.ช.ในการออกประกาศให้รายงานทรัพย์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมานั้นมีปัญหาบางประการที่ไม่อาจตรวจสอบการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าป.ป.ช.จะพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ในหลายด้าน เท่ากับว่าการออกหลักเกณฑ์ใหม่จะเป็นเครื่องสำคัญของป.ป.ช.
หากติดตามการทำงานของป.ป.ช. จากผลการสำรวจความคิดเห็น ก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจจากสายตาประชาชน แต่หากดูสถิติตัวเลขการดำเนินคดีแล้วก็ถือว่าไม่น่าพึงพอใจนัก เนื่องจากคดีความที่ยังไม่ได้ดำเนินคดีและค้างอยู่ในสำนักงานป.ป.ช.ค่อนข้างมาก บางคดีล่าช้ามานาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเหตุผลใดจึงเกิดความล่าช้า นอกจากตำตอบที่ว่าเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้เป็นเหตุผลที่ดีในการแก้ข้อสงสัยถึงการทำงานของป.ป.ช.ว่ามีขั้นตอนทางกฎหมายและบุคลากรไม่เพียงพอ
ประเด็นใหญ่ของป.ป.ช. นอกจากเรื่องความล่าช้าในการดำเนินคดีแล้ว ยังมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองอีกด้วย ซึ่งเราต้องยอมรับว่า ปัจจุบันภาพลักษณ์ของป.ป.ช.ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ป.ป.ช.ดำเนินคดีในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้มีภาพลักษณ์ออกมาว่าป.ป.ช.อิงกระแสการเมืองและเลือกเฉพาะคดีที่สาธารณชนให้ความสนใจ ดังนั้น ภาพลักษณ์ดังกล่าวยังคงติดกับป.ป.ช.ไม่ว่าจะดำเนินคดีอะไรก็มักจะถูกตั้งคำถามเสมอ
เราเห็นว่ากระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำทั้งหมด ไม่เพียงแต่แค่หลักเกณฑ์การควบคุมดูแลเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรคนที่ต้องการหลีกเลี่ยงก็จะสามารถทำได้อยู่แล้วด้วยระบบการเงินสมัยใหม่ แต่สิ่งที่ต้องปรับนอกจากเรื่องกฎกติกาคือกระบวนการทำงานของป.ป.ช.เองว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและสามารถแก้ข้อกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติได้ เราเชื่อว่ากระบวนการทั้งหมดมีความจำเป็นพอๆ กับกฎกติกาที่รัดกุม








