วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมัดเดียวอยู่...

สองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ หากใครได้เล่นเฟซบุ๊คคงจะรู้ดีว่า หน้าเพจของท่านจะเต็มไปด้วยเรื่องราว..

ระหว่างโค้ชเช กับน้องก้อยแทบทุกวัน เรื่องราวใหม่ๆ ข้อมูลต่างๆ ทยอยอัพกันแบบไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่แค่ในเฟซเท่านั้น ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันในสังคมจริงๆ อีกด้วย คำถามที่ถามกันบ่อยคือ “แกคิดว่าใครถูก” “แกเข้าข้างใคร” ซึ่งคำตอบของผมที่ตอบทุกคนจากใจจริงๆ ไม่ใช่ตอบสวยๆ ออกสื่อเท่านั้น คือ “ไม่รู้ใครผิดใครถูก ไม่รู้ว่า ก้อยไร้ระเบียบวินัยขนาดไหน และไม่รู้ว่า โค้ชทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่าด้วย ไม่รู้จริงๆ” ถ้าเอากันจริงๆ ผมก็เชื่อว่า หลายคนก็ไม่รู้แบบผม แต่ก็ตัดสินกันไปเสียแล้ว และมองๆ ดู สังคมไทยก็ตัดสินกันไปเสียแล้ว ผมคงไม่อาจไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ แต่ผมจะพูดถึงเรื่องนี้ ในแง่ของบทเรียนที่เราน่าจะเรียนรู้ได้ จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น

สิ่งที่นักศึกษานิเทศศาสตร์ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Spiral of Silence ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กล่าวว่า คนเราเมื่อรู้ว่าอยู่ในเสียงส่วนน้อย มักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในเสียงส่วนใหญ่ มักกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาเต็มที่ ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ในช่วงที่ข่าวนี้ออกแรกๆ จะสังเกตเห็นว่ายังไม่ค่อยมีใครวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายใดมากเท่าไหร่ ช่วงนี้ คงต้องเรียกว่า เป็นช่วงทำงานของกองเชียร์เพื่อเรียกเสียงข้างมากมาอยู่กับตนเองให้ได้ กองเชียร์ของแต่ละฝ่ายก็พยายามหาข้อมูลทำลายชื่อเสียงอีกฝ่ายอย่างเมามัน บางฝ่ายก็รีบออกสื่อเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ พูดแบบนี้ก็คงไม่ผิดนัก ฝ่ายหนึ่งออกสื่อว่าถูกทำร้าย ฝ่ายหนึ่งน้อยใจจะไม่กลับ...เรียกว่า ถ้าเป็นมวยก็สมน้ำสมเนื้อกันพอดู แต่เมื่อกองเชียร์ของโค้ชเกิดเยอะกว่า ลูกศิษย์ลูกหาแห่ออกมาให้กำลังใจกันเยอะกว่า ฝ้ายน้องก้อยที่มานำในช่วงแรกในฐานะผู้ถูกทำร้าย กลับกลายเป็นศิษย์อกตัญญูไปเสียอย่างนั้น

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เริ่มแห่ไปทางโค้ชเช จึงไม่แปลกที่จะเกิดปรากฏการณ์ โค้ชเชฟีเวอร์ ขึ้น หลายๆ คนเริ่มออกมาชื่นชมโค้ชเช และว่าน้องก้อย โดยกองเชียร์น้องก้อยที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ หรือ แค่คนที่ไม่เชียร์โค้ชเชก็จะเงียบและไม่พูดอะไร เพราะกลัวเจ็บตัว จึงไม่แปลกที่คนที่เสียเปรียบหรือฝ่ายแพ้จะดูเหมือนถูกโดดเดี่ยวอยู่บ่อยครั้ง อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้จำนวนคนที่ชอบโค้ชเชมีมากขึ้นๆ เกิดขึ้นจากสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Confirmation bias ซึ่งกล่าวว่า คนเรามักจะคิดว่าตัวเองถูก และหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ และไม่ค่อยสนใจข้อมูลที่ค้านกับความคิดของตัวเอง บรรดาแฟนคลับของโค้ชเช ก็ไม่ผิดแปลกไปจากแนวคิดนี้เท่าไหร่ ต่างคนต่างหาข้อมูลว่า โค้ชเชดีอย่างไร และส่งต่อให้กับใครต่อใคร ส่วนข้อมูลที่ค้านก็หยุดและไม่ส่ง ทำให้กระแสเข้าข้างโค้ชเชหยุดไม่อยู่

คราวนี้น้องก้อยผู้ถูกคนมองว่า ไร้วินัย อกตัญญูจะทำอย่างไร ฝืนสู้ต่อก็มีแต่ด้านลบ จะไปเอาข้อมูลอะไรมาสู้ก็คงไม่ทัน เพราะข้อมูลต่างๆ ก็จะกลายเป็นข้อมูลที่แฟนโค้ชเชที่มีอยู่มากมายไม่รับแล้ว เพราะการรับข้อมูลของคนเรานั้น คนเราจะนำข้อมูลที่ได้มาไปใส่ในส่วนใดส่วนหนึ่งในสมอง นั่นคือ ไม่ใส่ไปในส่วนของเห็นด้วย ก็ใส่ในส่วนของเฉยๆ หรือไม่ก็ใส่ในส่วนของไม่เห็นด้วยหรือต่อต้าน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ข้อมูลชุดหลังๆ ที่แพร่เพื่อทำลายโค้ชเชนั้นไม่ได้รับการตอบรับเท่ากับข้อมูลที่มาในช่วงแรกๆ เพราะคนรับสารเชื่อในชุดข้อมูลเดิม และต่อต้านชุดข้อมูลใหม่ไปเสียแล้ว ตอนนี้สิ่งที่น้องก้อยจะทำได้คงต้องเลือกว่า จะอยู่ในวงการให้คนเห็นใจโดยการขอโทษ หรือแสดงสปิริตวางมือสักพัก...แต่ถ้าสู้คงมีแต่เสียกับเสีย ส่วนโค้ชเชคงไม่ต้องทำอะไรมาก ให้อภัย หรือไม่ให้ คนก็พร้อมจะเข้าใจโค้ชเชอยู่แล้ว

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ถ้าถามผมว่า ผมสงสารใคร คงต้องบอกว่า ผมสงสารและเห็นใจน้องก้อยครับ เพราะความที่เป็นครูมานาน เห็นเด็กวัยรุ่นมากมาย เด็กวัยรุ่นหลายคนคิดว่า ตัวเองถูกเสมอและจะทำในสิ่งที่คิดว่าถูกโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาให้รอบคอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ แต่เราต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจแค่นั้นเอง การกระทำของน้องก้อย ก็คือ การกระทำของวัยรุ่นทั่วไปที่เมื่อมีแต่คนเอาใจ เป็นคนสำคัญ จึงอาจเผลอคิดว่า ทุกคนต้องยอมฉันและฉันสามารถชนะทุกคนได้ สิ่งที่น้องก้อยขาดไป คือการคิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า ถ้าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องสื่อ ไปเอาเรื่องโค้ชเขาแล้ว แล้วเราเกิดไม่ชนะ ไม่มีคนเข้าข้างเราแล้ว เราจะทำอย่างไร ได้จะคุ้มเสียไหม ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างน้องก้อยไม่ให้คำปรึกษาที่สมควร

สำหรับผมหมัดของโค้ชเชที่เกิดขึ้นนี้ ไม่รู้ว่ามันแรงหรือค่อย หรืออาจไม่ใช่หมัด ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ คือ หมัดนี้ก็สามารถน็อคน้องก้อยได้สนิททีเดียวครับ