หนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 ลงข่าวว่า ก.ล.ต. เตรียมออกประกาศให้รางวัลนำจับ 30%
ของค่าปรับต่อผู้แจ้งเบาะแสการใช้ข้อมูลอินไซด์-ปั่นหุ้น
อันนี้ทำตามแบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกคนให้เบาะแสเช่นนี้ว่า “คนเป่านกหวีด” หรือ Whistleblower หมายถึง คนที่ให้เบาะแสหรือข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมายหลักทรัพย์ เป็นคนละอย่างกับคนเป่านกหวีดที่มาขับไล่รัฐบาลตอนมีการชุมนุมทางการเมืองในบ้านเรา
ตามกฎหมาย Dodd-Frank Act ที่ไปแก้ไขเพิ่มเติม the Securities Exchange Act เมื่อปี 2554 โดยมีที่สำคัญคือ Section 21F ว่าด้วย “Securities Whistleblower Incentives and Protection” กำหนดว่า ให้คณะกรรมการ SEC (ก.ล.ต. ของอเมริกา) จ่ายเงินรางวัลให้กับบุคคลซึ่งให้ข้อมูลที่นำไปสู่ความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นการปรับตั้งแต่หนึ่งล้านดอลลาร์ขึ้นไป
ตามสถิติในปี 2012 มีการให้ข้อมูล 3,001 เรื่อง และในปี 2013 ก็มีการให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 3,238 เรื่อง โดยในปี 2012 เป็นปีแรกที่จ่ายเงินรางวัล คดีแรกจ่ายไป 50,000 ดอลลาร์ ในปี 2013 จ่ายไป 2 คดีแรกรวมเป็นเงิน 125,000 ดอลลาร์
การจ่ายเงินเงินรางวัลมาเป็นเรื่องที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นการจ่ายในคดีที่ผู้บริหาร 3 คนจากธนาคาร Bank of the Commonwealth ทำการ “ละเมิดกฎหมายป้องกันการล่อลวง การรายงาน การเก็บข้อมูล การควบคุมภายใน การหลอกลวงผู้สอบบัญชี และบทบัญญัติการรับรองตามกฎหมาย Sarbanes-Oxley ซึ่งเป็นกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐสำหรับการให้ข้อมูลเท็จของการขาดทุนนับล้านดอลลาร์และปกปิดการกู้ยืมเงินจากธนาคารระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2009 ถึงเดือนสิงหาคม 2010” (violations of antifraud, reporting, recordkeeping, internal controls, deceit of auditors, and Sarbanes-Oxley certification provisions of federal securities law for misrepresenting millions of dollars in losses and obscuring the bank’ s loan portfolio from November 2009 to August 2010) และมีคนเป่านกหวีดไปบอกทางการ
ตามคำแถลงของคณะกรรมการ SEC ระบุว่า ข้อมูลของคนเป่านกหวีดนำไปสู่ความสำเร็จของคดีจึงลงมติให้รางวัลแก่คนเป่านกหวีดเป็นเงินถึง 14 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่มหาศาลเลยทีเดียว
ประธานของคณะกรรมการ SEC คือ นาง Mary Jo White กล่าวว่า “โครงการคนเป่านกหวีดมีผลอย่างมากต่อการสืบสวนของเรา โดยให้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงและเป็นประโยชน์ เราหวังว่าเงินรางวัลแบบนี้จะแรงจูงใจให้บุคคลที่มีข้อมูลให้ก้าวออกมา” (SEC’s Press Release: SEC Awards More Than $14 Million to Whistleblower, 2013-209)
และเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง นาง Jo White ก็ได้ไปปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เรื่อง A Few Things Directors Should Know About the SEC ก็ได้กล่าวถึง The SEC Whistleblower Program เป็นหัวข้อหนึ่งที่กรรมการควรรู้ เป็นการแสดงว่าเขาเอาจริงกับเรื่องนี้
สำหรับประเทศไทยนั้น การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในปี 2551 ได้มีการเพิ่มบทบัญญัติทำนองเดียวกันโดยใส่ไว้ในมาตรา 315/1 ว่า
“ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษผู้ใดตามมาตรา 241 หรือมาตรา 243 ให้พนักงานอัยการมี อำนาจร้องขอต่อศาลให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้นำจับหรือผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดและเงินรางวัลให้แก่ผู้จับจากเงินค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้นำมาชำระต่อศาลไม่เกินร้อยละสามสิบของจำนวนเงินค่าปรับนั้น และให้จ่ายเงินได้เมื่อคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้ว
ในกรณีที่มีการเปรียบเทียบในความผิดตามมาตรา 241 หรือมาตรา 243 ให้สำนักงานมีอำนาจร้องขอต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดจากเงินค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้ชำระตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบไม่เกินร้อยละสามสิบของจำนวนเงินค่าปรับนั้น
ให้คณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ได้
บุคคลดังต่อไปนี้ไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนและเงินรางวัลตามมาตรานี้
(1) กรรมการ ก.ล.ต. กรรมการกำกับตลาดทุน เลขาธิการ และพนักงานของสำนักงาน
(2) กรรมการ ผู้จัดการและพนักงานตลาดหลักทรัพย์ หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์”
กฎหมายไทยเราไม่ได้เรียกคนที่แจ้งข้อมูลการกระทำผิดว่าคนเป่านกหวีด และมีเพียงมาตรา 315/1 เพียงมาตราเดียวเรื่องการจ่ายสินบน โดยใช้กับความผิดสองฐานเท่านั้น คือ ตามมาตรา 241 ซึ่งเป็นเรื่องความผิดฐานใช้ข้อมูลวงในหรือ insider trading กับมาตรา 243 ซึ่งความผิดฐานปั่นหุ้น โดยคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษ พนักงานอัยการมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้นำจับหรือผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ หรือในกรณีที่ผู้กระทำความผิดขอยอมรับผิดโดยไม่ไปศาล แต่ยอมให้มีการเปรียบเทียบปรับในความผิดนั้นได้ สำนักงาน ก.ล.ต. ก็มีอำนาจร้องขอต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบให้จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้ที่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดจากเงินค่าปรับได้เช่นกัน ทั้งสองกรณีเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าปรับ ซึ่งค่าปรับสำหรับความผิดทั้งสองนั้น กฎหมายกำหนดว่าปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆ ได้รับไว้หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำฝ่าฝืนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท
แต่ที่สำคัญ บุคคลจะให้เบาะแสได้ มิใช่อยู่ที่เงินสินบนหรือเงินรางวัลอย่างเดียว การให้ความคุ้มครองผู้ให้เบาะแสก็มีส่วนสำคัญ เช่น การป้องกันมิให้เกิดการล้างแค้น (retaliation) ของบริษัทนายจ้างเพราะการไปให้เบาะแส ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ไปบัญญัติไว้รวมไว้ใน ม. 89/2 ว่า “ห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทกระทำการใดอันเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นใดที่รับจ้างทำงานให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะโดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน ลักษณะงาน หรือสถานที่ทำงาน สั่งพนักงาน ข่มขู่ รบกวนการปฏิบัติงาน เลิกจ้าง หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลดังกล่าวด้วยเหตุที่บุคคลนั้น
(1) ให้ข้อมูล ให้ความร่วมมือ หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใดๆ แก่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงาน อันเกี่ยวข้องกับกรณีที่พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นใดนั้นเชื่อหรือมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่ามีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(2) ให้ถ้อยคำ ยื่นเอกสารหลักฐาน หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใดๆ แก่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา หรือตรวจสอบกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำไปโดยที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการ กำกับตลาดทุน หรือสำนักงานมีคำสั่งให้ปฏิบัติหรือไม่”
การคุ้มครองอยู่มาตราเดียวจะให้ผลเพียงไร มีผู้กล่าวว่า “กลไกการคุ้มครองผู้ให้เบาะแสที่ “ได้ผล” นั้น จะต้องมีองค์ประกอบมากกว่ามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของพยาน มากกว่าการให้เงินสินบนหรือรางวัลตอบแทน” (ขอให้ดูเปรียบเทียบจากบทความเรื่อง "กลไกคุ้มครองผู้ให้เบาะแส" ของ สฤณี อาชวานันทกุล กรุงเทพธุรกิจ 6 กุมภาพันธ์ 2555)
การออกกฎที่กำหนดวิธีการจ่ายเงินสินบนจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยความหวังว่าจะสามารถทำให้รู้ตัวบุคคลที่กระทำความผิดและพยานหลักฐานมาลงโทษได้มากขึ้น เพราะรองเลขาธิการ ก.ล.ต. เคยพูดถึงการดำเนินงานตรวจสอบและเอาผิดผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาว่า สามารถเอาคนที่กระทำความผิดจริงได้แค่ 7% ของจำนวนคดีที่มีการฟ้องร้องกัน (กรุงเทพธุรกิจ 3 เมษายน 2557)
กฎหมายของไทยจะมีผลจูงใจให้คนไทยออกมาเป็นคนเป่านกหวีดกันแค่ไหนก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่า คนเป่านกหวีดจะมีบทบาทในกฎหมายหลักทรัพย์เหมือนอย่างที่เคยมีบทบาททางการเมืองหรือเปล่า?









