วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปสำนักงานตำรวจ ต้องมากกว่าสกัดนักการเมือง

คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับการปรับแก้การบริหารงาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และการปรับเกณฑ์นับความอาวุโสใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่คสช.ได้ดำเนินการล่าสุด และแน่นอนว่าการปรับก.ต.ช.และเกณฑ์ลำดับอาวุโสในครั้งนี้ ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งทำให้เกิดผู้ที่ได้ประโยชน์และสูญเสียประโยชน์จากการปรับในครั้งนี้

หากพิจารณาจากโครงสร้างของก.ต.ช.ใหม่ อาจพุ่งเป้าไปที่ต้องการลดบทบาทการแต่งตั้งโยกย้าย ของฝ่ายการเมือง เนื่องจากมีการลดกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมือง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเพิ่มฝ่ายข้าราชการประจำ 2 คน คือ ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิม 4 คน ให้ลดเหลือ 2 คน โดยให้ผ่านการคัดเลือกจากวุฒิสภา ซึ่งเดิม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะมีกรรมการโดยตำแหน่งเป็นผู้คัดเลือก

นอกจากนี้ การเสนอชื่อผบ.ตร. จากเดิมที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อให้ก.ต.ช. เปลี่ยนมาเป็นผบ.ตร. เป็นผู้เสนอชื่อ ซึ่งเป็นการย้ำว่าฝ่ายการเมืองถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ และคสช.ยังออกคำสั่งรื้อเกณฑ์การนับอาวุโส โดยเห็นว่าเพื่อแก้ปัญหาการวิ่งเต้นแต่งตั้งนอกฤดู หรือแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษนอกวาระประจำปี โดยขณะนี้เป็นที่จับตากันว่าการปรับเปลี่ยนในระดับโครงสร้างระดับบน จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ก่อนที่จะพิจารณาถึงผลดีและผลเสียของคำสั่งคสช.ในครั้งนี้ เราต้องเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในสายตาประชาชนนั้นไม่สู้จะดีนัก ซึ่งมีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้อำนาจหน้าที่ และการให้บริการประชาชน ที่สำคัญก็คือการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจนั้น ถือว่าขึ้นชื่ออย่างมากว่าในเรื่องการแทรกแซงจากนักการเมือง ดังนั้นหากจะประเมินคำสั่งของคสช.ในครั้งนี้ก็จำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวโยงถึงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมาด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นในคำสั่งครั้งนี้ คือ การป้องกันข้าราชการตำรวจจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ซึ่งในอนาคตอาจจะทำให้การวิ่งเต้นฝ่ายการเมืองของข้าราชการตำรวจลดลง และตั้งหน้าตั้งตาทำงานบริการประชาชนอย่างแท้จริง แต่เราต้องไม่ลืมว่าปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นมีค่อนข้างมากและถือว่ามีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีการพูดถึงการปฏิรูปในทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีการหยิบยกการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เราเห็นว่าเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าการปรับโครงสร้างระดับบน คือ การปรับองค์กรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอแนวทางการปฏิรูปมากมาย แต่ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เราเชื่อว่าหากมีการปรับเปลี่ยนจากระดับบนลงถึงระดับล่าง จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงแค่ระดับบน ก็เท่ากับว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เป็นเพียงแค่การสกัดนักการเมืองออกจากวงการตำรวจในระดับหนึ่งเท่านั้น