จะยกเครื่องประเทศไทย ต้องสลาย"3 เหลี่ยมอุบาทว์"

จะยกเครื่องประเทศไทย ต้องสลาย"3 เหลี่ยมอุบาทว์"

ข้อเสนอของเอกชนให้กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับปราบคอร์รัปชัน และรื้อ “ทีโออาร์” รัฐวิสาหกิจนั้น

หากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำไปใช้จริง จะเป็นก้าวแรกของการ “ปฏิรูปประเทศ” อย่างจริงจัง

วันนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะร่วมประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธานเป็นครั้งแรก และมีข้อเสนอ 5 เรื่อง 14 มาตรการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน

ต้องขีดเส้นใต้คำว่า “ยั่งยืน” เพื่อให้เห็นตรงกันว่าบ้านเมืองจะต้องเดินหน้าไปอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของเนื้อหาสาระ ไม่ใช่เป็นแค่การสร้างภาพหรือฉีดยาบำรุงกำลังพิเศษเฉพาะระยะสั้น

คุณบุญทักษ์ หวังเจริญในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยและประธาน กกร. เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ครึ่งปีหลัง ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP จะขยายตัวได้ 4.2% (ครึ่งปีแรกติดลบ 1%) ส่งผลให้ทั้งปี GDP จะขยายตัวได้ 2%

และปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ประมาณ 3.5-4.5%

อีกด้านหนึ่ง คุณกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนยกร่างเงื่อนไขในการประมูล (หรือ Terms of Reference, TOR) ใหม่ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งไปปฏิบัติ

เพราะนั่นเป็นแนวทางของ Super Board (คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจหรือ คนร.) ต้องการเห็นการที่จะอุดช่องโหว่ของการทุจริตและป้องกันการฮั้วประมูลงานด้านรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง

จากนี้ไป หากเอกชนมีบทบาทคึกคักในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาระเบียบราชการที่ล้าสมัย และกฎกติกาการจัดซื้อของหน่วยงานรัฐที่เอื้อต่อการฉ้อฉล การปฏิรูปประเทศชาติก็จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง

ปัญหาความเสื่อมถอยของสังคมไทยที่ผ่านมาคือ การที่นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ “ฮั้ว” กันเพื่อจะโกงกินประชาชนโดยไม่สนใจว่า จะเกิดความเสียหายทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อประเทศชาติอย่างไรหรือไม่

วันนี้ หากนักธุรกิจระดับนำของประเทศยอมรับว่า คอร์รัปชันและ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมเป็นสิ่งที่จะทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมแห่งความอุบาทว์” นั่นย่อมเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับการสลายวงจรแห่งความชั่วร้ายในอดีต

การสลายสามเหลี่ยมแห่งความชั่วร้ายนี้ได้ จะต้องยกระดับคุณภาพนักการเมืองและข้าราชการ และต้องป้องกันไม่ให้ “นักเลือกตั้ง” กับ “ข้าราชการไร้สำนึก” สามารถจับมือกับทำร้ายประเทศชาติได้อีกต่อไป

นั่นย่อมหมายถึงการสร้างกลไกที่จะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและข้าราชการอย่างใกล้ชิด และมีบทลงโทษสำหรับคนทำผิดอย่างชัดเจน รวดเร็ว และสอดคล้องกับระดับความผิดอย่างแจ้งชัด

ทั้งหมดนี้เป็นงานหนักที่ คสช. ทำเองไม่ได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ “ยกเครื่องประเทศไทย” เพราะหัวหน้า คสช. ก็ยอมรับว่าไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกปัญหาที่มีมากมายเหลือเกินในประเทศ

ดังนั้น ก้าวที่ 2 ของ คสช. ในการตั้งรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูป จึงต้องสะท้อนถึงการที่จะระดมความคิดอ่านจากทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ควรจะมีการกระจุกตัวของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ หรือนักวิชาการ

ก้าวแรกว่ายาก ก้าวที่สองยากกว่าหลายเท่า แต่หากจะทำงานเพื่อชาติจริง ๆ ยิ่งยาก ยิ่งท้าทาย ยิ่งต้องทำให้สำเร็จ

หัวใจคือ “เราจะก้าวไปด้วยกัน”

“เรา” ในที่นี้หมายถึงผู้คน “ทุกภาคส่วนของสังคมไทย”