วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าย้อนยุค "รอหลวงแจก"

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวองค์กรอิสระอย่าง กกต. กับ ป.ป.ช. เตรียมเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ให้ตัวเองมีอำนาจตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ว่าจัดเป็นนโยบายประชานิยม ที่มีแนวโน้มทำไม่ได้จริง หรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศหรือไม่

หากเห็นว่าเป็นนโยบายที่สร้างความเสียหาย ก็สามารถสั่งระงับนโยบาย สั่งให้เปลี่ยนแปลง หรือให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ด้วย

ผมเห็นข่าวนี้แล้วเกิดคำถามว่านี่เรากำลังย้อนกลับไปสู่ยุค"รอหลวงแจก"กันหรืออย่างไร?

ใครเคยเดินทางไปตามชนบทช่วง 10-20 ปีก่อน หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้ คนเฒ่าคนแก่เขาจะมีมุข"รอหลวงแจกเหรอ"แซวกันให้สนุก มุกขำๆ นี้มาจากสถานการณ์บ้านเมืองในอดีต (ยุคเผด็จการหรือประชาธิปไตยไม่เต็มใบ) ข้าราชการเป็นใหญ่ มีอำนาจครอบคลุมกว้างขวาง จึงคิดแทนชาวบ้านทุกอย่าง ฉะนั้นหากชาวบ้านจะทำอะไรก็ตาม ก็ต้องรอหลวง (ราชการ / รัฐบาล) ช่วยตัดสินใจ

เรื่องแซวกันขำๆ ลุกลามไปถึงขั้นบางคนอายุอานามมากแล้วยังไม่มีเมีย ก็จะถูกแซวว่า "รอหลวงแจกเหรอ?" เรียกเสียงหัวเราะกันได้ทุกครั้งไป...

บางทีการที่รัฐคิดหรือทำโครงการต่างๆ ให้ชาวบ้านมากๆ อาจจะเหมาะกับบางยุคบางสมัย แต่ถ้าทำอย่างนั้นนานเกินไปหรือมากเกินไป อาจทำให้ชาวบ้านคิดอะไรไม่เป็น

ปรากฏการณ์แบบนี้มีมาแต่โบร่ำโบราณ การปกครองระดับหัวเมืองหรือจังหวัดที่รัฐบาลกลางส่งคนไปปกครอง มักจะพูดเปรียบเปรยว่าเป็น "พระยาเหยียบเมือง" คือมีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่าง กระทั่งพัฒนาคลี่คลายมาถึงยุค "พ่อเมือง" ก็ยังรวมศูนย์อำนาจไว้เป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นตัวแทนจากส่วนกลางหรือรัฐบาลกลาง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ทำให้การปกครองท้องถิ่นไม่โต บางพื้นที่ถึงขั้นล่มสลาย

การผลักดันประเด็นปฏิรูปว่าด้วย"กระจายอำนาจ"นั้น ยังปรากฏร่องรอยเป็นปัญหาร้าวเล็กๆ ใน คสช.ด้วย เพราะแม้จะเห็นตรงกันในหลักการว่าการกระจายอำนาจ ต้องเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ แต่ว่ากันว่าผู้นำทางความคิดที่ช่วยงาน คสช.อยู่กลับมีความเห็นไม่ตรงกันในหลักการลำดับรอง

คนที่ไปช่วยงาน คสช.ในเรื่องกระจายอำนาจมีอยู่ 2 ปีกใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เคยเคลื่อนไหวกับ กปปส. กับ 2.ปีกข้าราชการประจำนำโดย ท่านปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองปีกนี้ยังเห็นไม่ตรงกัน

ปีกอาจารย์รัฐศาสตร์บอกว่า ต้องผลักดันให้เกิด"จังหวัดจัดการตนเอง"ยุบการปกครองส่วนภูมิภาค เพื่อใช้กลไกกระจายอำนาจแก้ปัญหาชาติและลดความสำคัญของนโยบายประชานิยม ขณะที่ฝ่ายสิงห์มหาดไทยสายอนุรักษ์อย่างท่านปลัดดา ก็ยืนกรานว่ายังควรมีผู้ว่าราชการจังหวัดและการปกครองส่วนภูมิภาคต่อไป แต่ไปเพิ่มงบเพิ่มงานให้ท้องถิ่นมากขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปแทน

จะสังเกตว่างานด้านนี้ของ คสช.คืบหน้าน้อยมาก เพราะความคิดยังไม่ลงรอยกัน และฝ่ายทหาร (คสช.) ก็ออกจะแสดงท่าทีว่าถ้าไปถึงขั้น"จังหวัดจัดการตนเอง"อาจจะแรงไป เดี๋ยวบีอาร์เอ็นขอจัดการที่สามจังหวัดใต้บ้าง มันจะยุ่งกันใหญ่

ย้อนกลับไปเรื่องนโยบายหาเสียงของนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ถ้าจะต้องตรวจสอบกันถึงขนาดนั้น ต่อไปคงต้องให้ข้าราชการบริหารประเทศ กลับไปยุค"รอหลวงแจก"กันอีก ต้องเข้าใจว่านักการเมืองเป็นอาชีพขายฝัน แล้วเขาก็รับผิดชอบโดยตรงกับประชาชนที่เลือกเขา ถ้าทำไม่ได้ สมัยหน้าเขาก็ไม่ได้รับเลือก หรือถ้าหลอกลวงประชาชนต่อไปอีก ก็คงได้แค่ไม่เกิน 2 สมัย หากยังทำไม่ได้ หรือทำแล้วเจ๊ง ก็คงไม่มีใครเลือกอีกแล้ว

การจะเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งประเทศต้องก้าวไปพร้อมกัน ไม่ใช่ให้คนกลุ่มหนึ่งคิดแทนทุกอย่าง หรือเป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิดไปทุกเรื่อง!