วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรียกศรัทธาความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติ

ประเทศไทยดูเหมือนจะสะดุดขาตัวเองมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ประเด็นการเมืองยืดเยื้อยาวนาน

ไปจนถึงเรื่องสถานการณ์การแรงงานต่างด้าวล่าสุด หากไม่นับรวมกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ทุกปัจจัยล้วนแต่สะท้อนในเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทย "ญี่ปุ่น" ที่ปักหลักใช้ไทยเป็นการลงทุนสำคัญมายาวนานในภูมิภาคอาเซียน นับจากที่ญี่ปุ่นมีนโยบายย้ายฐานออกนอกบ้าน

ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.2557) ญี่ปุ่นยังเป็นชาติที่นำโด่งในเรื่องสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่มากสุด 169 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 72,780 ล้านบาท นอกเหนือไปจากกลุ่มนักลงทุนฮ่องกง 16 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 7,313 ล้านบาท ไต้หวัน จำนวน 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 835 ล้านบาท และเกาหลีใต้ จำนวน 13 โครงการ 12,287 ล้านบาท ดูจากสถานการณ์แล้วยังไม่น่าเป็นห่วงแม้ว่าไทยจะยังคงอยู่ในกระบวนการของการ "ปฏิรูปการเมือง"

เสียงจากนักลงทุนญี่ปุ่นรายใหญ่ระดับโลก "คาสิโอ" น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยังยืนยันความเชื่อมั่นได้ดี เพราะล่าสุดได้ย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งจากจีนมายังไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทิ้งบาดแผลไว้ให้ทั้งสองชาติ ที่ระหองระแหงต่อเนื่อง กับการทุ่มการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ในการเปิดตัวโรงงานแห่งใหม่ที่ จ.นครราชสีมา

แต่ที่น่าจับตาของกลุ่มทุนญี่ปุ่นก็คือ ความพยายามกระจายความเสี่ยงในเรื่องฐานการผลิตออกไปยังหลายๆ ประเทศในภูมิภาคอาเซียน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ นักลงทุนญี่ปุ่นเองไม่แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในไทยทั้งปัจจัยการเมือง หรือแรงงาน ที่เพิ่งเกิดขึ้น

เสียงจากผู้บริหารญี่ปุ่น นาย ฟุมิสึเนะ มูระกามิ กรรมการบริหาร บริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ที่ดูแลการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เป็นหนึ่งเสียงที่สะท้อนความเชื่อมั่นกับการลงทุนในไทยได้เป็นอย่างดีว่า หากเทียบกับจีนแล้วญี่ปุ่นมีความกังวลใจมากกว่า ถึงขนาดที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีการทบทวนนโยบายการลงทุนในจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของคาสิโอ ปรับ ลดกำลังการผลิตให้เหลือ 50% จากปัจจุบัน 70% มายังไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่านักลงทุนญี่ปุ่น ผู้ที่เป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของไทยจะเข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรมการเมืองของไทย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งที่อาจจะกระทบไปยังนโยบายการลงทุน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะความไม่ต่อเนื่องในนโยบายด้านการลงทุน ที่ทางกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นฝากเป็นข้อเสนอแนะมายังผู้ที่จะเข้ามารับช่วงบริหารประเทศต่อไป

ทำอย่างไรจะสร้างความเชื่อมั่นในส่วนนี้ได้ต่างหาก