วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลเลือกตั้งอินโดฯ... ชนะทั้ง 2 คนไม่ได้

ใครจะมาเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนต่อไป ยังบอกไม่ได้ แม้จะหย่อนบัตรไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

เพราะคะแนนสูสีคู่คี่กันมากจนไม่อาจจะวัดได้จากการประเมินหน้าคูหาเลือกตั้ง ที่เรียกว่า Quick Count

การนับคะแนนเป็นทางการ กว่าจะเสร็จต้องวันที่ 22 ก.ค. หรืออีก 10 วันข้างหน้า เพราะต้องไม่ลืมว่าอินโดนีเซียมีเกาะแก่งทั้งหมด 18,307 เกาะ ดังนั้นการนับคะแนนและขนส่งหีบบัตรมาสู่จุดนับจึงเป็นเรื่องวุ่นวายไม่น้อย

จากประชากร 240 ล้านคน ผู้มีสิทธิออกเสียงมีสูงถึง 187 ล้านคน และ 67 ล้านคนเป็นผู้มีสิทธิทางการเมืองเป็นครั้งแรก และ 32 ล้านคนยังมีรายได้น้อยระดับ "ยากจนอย่างยิ่ง"

ต้นปีนี้ ทุกสำนักโพลล์ยืนยันตรงกันว่า คนที่ชนะแน่ๆ คือ นายโจโก วิโดโด หรือรู้จักกันดีในนามของ "โจโกวี" ผู้ว่าฯจาการ์ต้า และอดีตคนขายเฟอร์นิเจอร์ที่กลายเป็นขวัญใจชนชั้นกลาง ทำตัวติดดินและแก้ปัญหาปากท้องของคนเมืองหลวงได้ระดับหนึ่ง

ในช่วงนั้นหลายโพลล์ให้เขานำหน้าคู่แข่งถึง 30%

โจโกวีปีนี้อายุ 52 สมัครในนามพรรคฝ่ายค้านหลัก คือ Indonesian Democratic Party of Struggle (PDI-Perjuangan) ที่มี เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ลูกสาวอดีตผู้นำเผด็จการคนดังของอินโดฯ เป็นแกนนำ แต่คู่แข่งคนสำคัญอย่าง นายพลปราบาโว ซูเบียนโต วัย 62 ที่เคยเป็นถึงผู้บัญชาการทหารหน่วยพิเศษ และอดีตลูกเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต มีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอีก 4 พรรค

เมื่อเห็นโพลล์ออกมาอย่างนี้ เขาก็ทุ่มหาเสียงสุดกำลัง และดูเหมือนจะสามารถดูดคะแนนเสียงตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

โพลล์ก่อนวันเลือกตั้งให้ โจโกวี นำอยู่เพียง 2.7%

พอถึงวันเลือกตั้งจริงต้นสัปดาห์นี้ การประเมินผลจากคะแนนเบื้องต้นที่เรียกว่า Quick Count ซึ่งเป็นการเลือกหน่วยเลือกตั้งตัวอย่างบางแห่ง ก็ไม่กล้าฟันธงว่าใครชนะ เพราะสูสีกันเหลือเกิน

ช่วงแรก โจโกวีประกาศชัยชนะก่อน แต่ซูเบียนโตก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ มิหนำซ้ำยังยืนยันว่าเขาต่างหากเป็นฝ่ายชนะ

เมื่อคู่แข่งทั้งสองต่างอ้างชัยชนะ ผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายก็ทำท่าจะฮึ่มๆ ใส่กัน ร้อนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องเชิญทั้งสองคนไปพบ ขอให้ไปเตือนคนของตัวเองว่าอย่าได้ก่อเหตุปะทะกัน เพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงที่ป้องกันได้ยาก

นายพลซูเบียนโต มีเรื่องอื้อฉาวในประวัติของการเป็นผู้นำหน่วยรบพิเศษที่เรียกว่า Kopassus ภายใต้เผด็จการซูฮาร์โตพอสมควร เพราะเขาถูกกล่าวหาว่าตอนเป็นใหญ่นั้นเขามีส่วนโยงใยกับการลักพาตัวผู้นำนักศึกษาและนักต่อสู้ประชาธิปไตยในช่วงประท้วง ก่อนจะระเบิดกลายเป็นการเดินขบวนใหญ่ในเดือน พ.ค. ปี 1998 ที่มีผลโค่นซูฮาร์โตหลังจากที่ปกครองประเทศในฐานะผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จคนเดียวถึง 31 ปี

หลังจากซูฮาร์โตต้องลงจากตำแหน่ง ซูเบียนโตหนีไปลี้ภัยการเมืองที่จอร์แดนอยู่ 2 ปี ก่อนกลับบ้านเพื่อเล่นการเมือง

ซูเบียนโตแต่งงานกับนางตีเตียก ลูกสาวของซูฮาร์โต ต่อมาหย่าร้างกัน แต่ภาพของความสนิทชิดเชื้อระหว่างเขากับซูฮาร์โตก็กลับมาหลอกหลอนเขาตลอดเวลาช่วงการหาเสียง

โจโกวีเป็นนักการเมืองติดดิน ตอนเป็นผู้ว่าของเมืองหลวงได้แก้ปัญหาคนจนและจราจรติดขัดได้ระดับหนึ่ง ที่ทำให้เขาเป็นที่นิยมจากคนทั่วไปเพราะโจโกวีเดินเข้าหาชาวบ้าน ปรากฏตัวให้เห็นทุกครั้งที่มีปัญหาที่นักการเมืองระดับชาติไม่ยอมลงมาคลุกกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน

แต่ก็มีการปล่อยข่าวทำลายเขาช่วงหาเสียงหลายเรื่อง เช่น บอกว่าความจริงเขาเป็นคนจีน มีชื่อเดิมว่า Oey Hong Liong แต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนจริงของตัวเองกับประชาชน

เขาปฏิเสธเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีคนถาม เพราะการมีเชื้อจีนในแวดวงการเมืองอินโดนีเซียถือเป็นข้อด้อยที่มีผลกระทบต่อคะแนนเสียงอย่างแน่นอน

อีกช่วงหนึ่งมีข่าวปล่อยในโซเชียลมีเดียว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ถึงขั้นมีคนเขียนไว้อาลัยเขาด้วย RIP Jokowi

อินโดนีเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สามของโลก และ 90% ของประชากร 240 ล้านคนเป็นมุสลิม ประเมินกันว่าคนมุสลิมทั้งตะวันออกกลางรวมกันแล้วยังน้อยกว่าอินโดนีเซีย และในฐานะเป็นประเทศมุสลิม "สายกลาง" ต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรง จึงมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ (เป็นสมาชิกของกลุ่ม G20 ด้วย)

สัญญาณจากตลาดหุ้นและตลาดการเงินดูเหมือนจะเอียงมาข้างโจโกวี เพราะทันทีที่เขาประกาศชัยชนะ ราคาหุ้นก็ขยับขึ้น 2.8% ไปอยู่ที่ระดับสูงสุดของปี และอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลรูเปียห์ต่อดอลลาร์ก็แข็งตัวขึ้นสูงสุดใน 2 เดือน

แน่นอนว่าเมื่อคะแนนเสียงออกมาสูสีอย่างนี้ การตัดสินว่าใครเป็นผู้ชนะจะถูกท้าทายโดยอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน ลงท้ายก็อาจจะต้องไปขึ้นศาลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

แต่ปัญหาคอร์รัปชันของอินโดฯหยั่งลึกและระบาดกว้างไกล ลามไปถึงระดับผู้พิพากษาอาวุโส เช่น คดีที่เกรียวกราวมาก คือ นายอะคิล มอร์กต้า อดีตผู้พิพากษาชั้นสูง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ข้อหารับสินบนประมาณ 160 ล้านบาท ในคดีว่าด้วยข้อพิพาทเรื่องเลือกตั้งนี่แหละ

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสอีกคนหนึ่งชื่อ โมฮัมหมัด มาห์ฟุด เป็นกรรมการคนสำคัญของพรรคของนายพลซูเบียนโตเสียด้วย ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยใน "ความเป็นกลาง" ของแวดวงตุลาการของอินโดฯในเวทีการเมือง

อินโดนีเซียปรับเปลี่ยนจากเผด็จการทหารมาเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่การล่มสลายของซูฮาร์โต้เมื่อปี ค.ศ. 998 หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (ตามหลัง "ต้มยำกุ้ง" ของไทยมาติดๆ)

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซูซิโล บัมบัง เป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ตั้งแต่ซูฮาร์โตหลุดจากอำนาจ และเป็นผู้นำคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เขาดำรงตำแหน่งครบ 2 เทอม 10 ปี ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งอีก

นี่จะเป็นครั้งแรกที่มีการโอนอำนาจจากประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง ตรงไปยังคนที่ได้รับโหวตโดยประชาชนตรงเช่นกัน

การขับเคลื่อนของอินโดฯจากเผด็จการเบ็ดเสร็จมาเป็นประชาธิปไตย เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของสังคมที่ต้องปรับตัวอย่างหนักหน่วงและยังต้อง "ปฏิรูป" อย่างเข้มข้นเช่นกัน เพื่อพิสูจน์ว่าเส้นทางสู่ประชาธิปไตยนั้นไม่ราบรื่นเสมอไป หากปราบคอร์รัปชันไม่ได้ หากสร้างศรัทธากับประชาชนไม่ได้ ความเลื่อมใสศรัทธาต่อ "การเลือกตั้ง" ก็ไม่อาจจะจีรังยั่งยืนได้เช่นกัน

ผมจึงสนใจเฝ้าติดตามตัวอย่างการ "เปลี่ยนผ่าน" ของอินโดนีเซียอย่างใจจดใจจ่อยิ่ง