วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขอคืนภาษี....ที่สนามบิน

ประกาศกรมศุลกากร ซึ่งติดไว้ที่สนามบินว่าจะ “เก็บภาษี”

จากผู้ซื้อของใช้หรือของฝากจากต่างประเทศมูลค่าเกิน 10,000 บาท กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อพูดถึง “การเก็บภาษี” ผมเลยนึกถึงอีกด้านหนึ่งของเหรียญ นั่นคือ “การคืนภาษี” ที่สนามบิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ผมเขียนลงคอลัมน์นี้ เมื่อสองปีก่อน เรื่องคนไทยและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องเข้าคิวที่สนามบินมิลาน อิตาลี เพื่อขอคืนภาษี ในบรรยากาศที่คล้ายกับรอคอยความปรานีจากพวกเขา ทั้งๆที่เป็นเงินที่เรามีสิทธิได้รับคืน

ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ธุรกิจนี้ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ขาดธรรมาภิบาล และด้อยจริยธรรม เพราะนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องการเงินคืนภาษีมีเวลาอันจำกัด ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ต่างไม่ได้รับความสะดวกในการรับบริการ และบางคนถูกเอาเปรียบเชิงธุรกิจ จนหลายคนบอกว่า ความประทับใจที่ได้เห็นความงดงามของประเทศนั้นๆ กลับต้องมาสิ้นสุดลงที่สนามบิน

ผมมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์เช่นนั้นอีกครั้งหนึ่ง ที่สนามบินฮีทโรว์ ประเทศอังกฤษ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง

เริ่มตั้งแต่คิวที่ออกมาถึงนอกอาคารและยาวมาก ไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งสิ้น นักท่องเที่ยวต้องถามกันเองว่าใช่คิวนี้หรือไม่ นานๆก็มีเจ้าหน้าที่เดินออกมาจัดระเบียบสักครั้ง เมื่อคิวอยู่นอกอาคาร จึงทำให้มองไม่เห็นว่าหัวคิวในอาคารนั้นอยู่ไกลเพียงใด ทุกคนต้องรีบเข้าคิวไว้ก่อน และเป็นคิวที่คืบหน้าไปเชื่องช้าอย่างยิ่ง เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง จึงถึงประตูเล็กๆเพื่อเข้าไปในอาคาร และมองเห็นว่าคิวในอาคารนั้นเลี้ยวลด คดเคี้ยว คับแคบ และยาวออกไปอีกไกล ไม่มีใครมองเห็น ว่าหน้าต่างให้บริการคืนภาษีอยู่ตรงไหน และอีกนานแค่ไหนจึงจะถึง เพราะหลบมุมอยู่นอกสายตา

เวลาเราไปเที่ยวสวนสนุกอย่างดิสนีย์ เราก็จะเห็นคิวที่ยาว แต่ก็มีป้ายบอกว่า ณ จุดที่เรายืนอยู่นั้น จะต้องรอคอยอีกเป็นเวลานานกี่นาที ช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าจะรอต่อไป หรือเปลี่ยนไปที่อื่น แต่ที่นี่ ไม่มีข้อมูลอย่างนี้ให้เห็น นอกจากป้ายเล็กๆ บอกว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง จึงทำให้ผู้ใช้บริการอยู่ในคิวอย่างมืดมน ไม่รู้ว่าจะถึงคิว ได้ทันขึ้นเครื่องบินหรือไม่

นอกจากนั้น บริษัทยังพยายามที่จะหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยว โดยให้เจ้าหน้าที่วนเวียนมาประกาศเป็นระยะๆว่า “ใครต้องการรับเงินคืนภาษีเป็น ‘ธนบัตรที่ไม่ใช่เงินปอนด์’ (Foreign currency notes) เช่นเงินดอลลาร์ เยน หรือแม้กระทั่งเงินบาท ก็ให้ลัดไปเข้าคิวข้างเคียงได้ และย้ำว่าเป็นคิวที่ ‘เร็วกว่าเยอะ’ (Much Faster)”

หลายคนเห็นคิวสั้นกว่า เร็วกว่า ก็ขอเปลี่ยนไปคิวนั้นแทน บวกกับความรู้สึกว่าถ้าได้รับเงินคืนเป็นดอลลาร์ หรือเงินสกุลของตนเองเช่นเงินบาทก็ดีเหมือนกัน แต่หารู้ไม่ ว่ากำลังจะถูกหลอกเอาประโยชน์ให้แก่บริษัท โดยที่พวกเขาไม่มีทางเลือก

ผมแกล้งถามเจ้าหน้าที่ว่า ‘อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างไร?’ คำตอบก็คือ ‘ไม่ทราบ’ ผมมองไปรอบๆก็ไม่เห็นประกาศอัตราแลกเปลี่ยนติดอยู่ตรงไหนทั้งสิ้น การทำธุรกิจที่ดีจะต้องมีข้อมูลครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคพิจารณาตัดสินใจ แต่นี่มีเพียงเจ้าหน้าที่มาบอกแรงจูงใจเป็นระยะๆว่า “ไปคิวนั้น เร็วกว่า” ซึ่งผมก็ได้เตือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในคิวว่า อย่าหลงกลเปลี่ยนคิวเป็นอันขาด เดี๋ยวจะถูก “แหกตา” (ripped off) แน่ๆ

บางคนทำท่าถอดใจ เพราะกลัวจะตกเครื่องบิน แต่การที่จะออกจากคิวไปเช็คอิน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรถเข็นกระเป๋าและคิวอันวกวนของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ระเกะระกะปะปนกันหลายชั้นไปหมด สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่บริษัท ไม่คิดแก้ปัญหาแต่อย่างใด รอได้ก็รอไป ออกได้ก็ออกไป นี่คืออาการของธุรกิจสัมปทาน ที่ฝ่ายผู้ให้บริการผูกขาดเป็นฝ่ายได้เปรียบ การขาดการแข่งขันทำให้ผู้บริโภค ต้องอยู่ในภาวะจำยอม

เมื่อผมไปถึง หน้าต่างให้บริการ จึงได้เห็นป้ายอัตราแลกเปลี่ยน (ที่พวกเขาไม่เคยให้นักท่องเที่ยวในคิวได้เห็นเลยจนกว่าจะเข้าคิวไปถึงจุดนั้น ซึ่งต้องใช้เวลานานถึงสองชั่วโมง) จึงเห็นชัดเจนว่าคนที่อยู่อีกคิว (ที่เร็วกว่า) ต้องถูก ‘ripped off’ อย่างแน่นอน เพราะผมชำเลืองดูเห็นว่าเงินบาทนั้น อยู่ที่อัตรา 48 บาทเศษ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนทั่วไปอยู่ที่ 55 บาท แปลว่าใครที่หลงเข้าไปในคิวนั้น มีเงินคืนภาษีเป็นเงินปอนด์ จำนวนเท่าใด ก็จะถูกแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท หรือ ดอลลาร์ หรือ เยน ฯลฯ ในอัตรามหาโหดเช่นนี้ อย่างไม่มีทางเลือก และถ้าจะขอสลับคิวมาที่เดิมเพื่อขอคืนเป็นเงินปอนด์ ก็ไม่ได้แล้วด้วย

ถ้าบริษัทจะอ้างว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม เพราะมีทั้งอัตราเสนอซื้อและขาย ในอัตราใกล้เคียงกัน ผมก็จะบอกว่าไม่จริง เพราะคนที่อยู่ในคิวนั้น ร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครเขาเอาเงินเยน หรือ บาท ไปขายคุณหรอก มีอย่างเดียวคือคุณบังคับซื้อเงินปอนด์คืนภาษีของเขา ในอัตรามหาโหดเท่านั้นเอง

ไม่น่าเชื่อว่าในยุคที่คนทั้งโลกกำลังเรียกร้องให้ธุรกิจมีธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และให้ความยุติธรรมแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มที่นั่น บริษัทที่ทำธุรกิจในลักษณะเอาเปรียบเช่นนี้ยังอยู่ได้ และประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้

อยากจะถามเจ้าหน้าที่ของอังกฤษว่า ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่นี้หรือ ควรไปทบทวนความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ในการให้บริการของบริษัทนี้ได้แล้ว ส่วนการคืนภาษีที่สนามบินของไทยจะเป็นอย่างไรนั้น บังเอิญคนไทยอย่างเราไม่มีสิทธิ ก็เลยไม่เคยมีประสบการณ์ เพียงแต่หวังว่าจะเปิดเผยและโปร่งใสกับลูกค้า ให้ดีกว่าที่นักท่องเที่ยวเคยประสบมาในประเทศอื่นๆ

สรุปว่าธุรกิจสัมปทานที่ขาดการแข่งขัน และลูกค้าไม่มีทางเลือก มักเป็นเช่นนี้ คือไม่ใส่ใจในการให้บริการ และอาจมีความไม่โปร่งใส ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของไทยเราที่เกี่ยวข้อง ก็ควรแวะไปดูสักหน่อย ว่าการคืนภาษีของไทยเรานั้นเป็นเช่นใด เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีความยุติธรรม บริการดี ให้ข้อมูลที่โปร่งใส และสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว

อย่ารอให้ คสช. ไปดูเลยครับ เพราะเขามีเรื่องต้องทำ เยอะแยะไปหมดแล้วจ้ะ