วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อเสนอริมฝั่งแคว

อดคิดไม่ได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เป็นไปด้วยเหตุผลบางอย่าง

เพราะก่อนที่ผู้เขียนจะได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้ติดตามเข้าร่วมสัมมนา “ยกเครื่องประเทศไทย” กับเครือข่ายนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ผู้เขียนก็เพิ่งจะได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็น “ธนูดอกที่สาม” หรือมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบ “ยกเครื่อง” ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ก่อนหน้าเพียงไม่นาน

ถึงแม้จะดูเหมือน “เหวี่ยงแห” เพราะธนูดอกที่สาม ที่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นจะมีถึงกว่า 250 มาตรการ นับตั้งแต่การลดภาษีนิติบุคคล การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมสนับสนุนให้พนักงานสตรีเติบโตในหน้าที่การงาน และการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นมีผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า

แต่หากพิจารณาจะเห็นว่าเป็นการตอบโจทย์ของญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง จากปัญหาใหญ่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบันคือสังคมสูงวัยที่จะกระทบกำลังแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนที่อนุรักษนิยมก็จะชะลอการลงทุนและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จนทำให้ล้าหลังคู่แข่งรุ่นใหม่ ซึ่งการลดภาษีนิติบุคคล รวมถึงการเพิ่มกำลังแรงงานจากสตรีจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

ย้อนกลับมาพิจารณากรณีของไทย ในงานสัมมนาของ ธปท. ได้เชิญกูรูด้านต่างๆ มาเสนอแนะปัญหารวมถึงหนทางปฏิรูปอย่างรอบด้าน ทั้งด้านศักยภาพเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน และด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวผู้เขียนเองแล้วนั้น มองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 3 ประเด็น

ประเด็นแรก ได้แก่ ประเด็นด้านการตรวจสอบและคานอำนาจเชิงนโยบาย ซึ่งผู้เขียนมองว่า สาเหตุหลักเกิดจากจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย ที่แม้ว่าจะเป็นระบอบที่ดี แต่ก็ทำให้นักการเมืองที่เข้ามาลงเลือกตั้งนั้นจำต้องออกนโยบายประชานิยมที่เห็นผลระยะสั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าบางนโยบายก็เป็นนโยบายที่ดีเพราะทำให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการรัฐได้ในวงกว้างขึ้น ขณะที่บางนโยบายก็ทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาดและกระทบต่อความสามารถแข่งขันของภาคการผลิตบางภาคในระยะยาว

ดังนั้น โจทย์หลักคือ จะทำอย่างไรที่จะ “คุมกำเนิด” นโยบายประชานิยมที่มีข้อบกพร่อง ขณะที่สนับสนุนนโยบายที่ดี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการคลังและนโยบายสาธารณะ” (Fiscal and Public Policy Committee) ที่เป็นนักวิชาการ เป็นอิสระและปลอดการเมือง ในรูปแบบเดียวกับคณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. เพื่อทำหน้าที่คัดกรองนโยบายที่ดีและ “ทำหมัน” นโยบายที่มีจุดบกพร่อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการนี้อาจทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมการกฤษฎีกาในการกลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การคลัง นโยบายภาษี และนโยบายสาธารณะอื่น ๆ ที่จะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนด้านเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ก่อนจะถูกตราเป็นกฎหมาย

ประเด็นที่สอง ได้แก่ การชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยอาจเรียกได้ว่าที่ผ่านมานั้น ประเทศไทย “ซวยสองเด้ง” เนื่องจากประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจไทยขยายตัวเชื่องช้า ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็มีปัญหาจนเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาการเมืองในปัจจุบัน

ดังนั้น นโยบายในระยะต่อไปควรจะต้องลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยไม่ให้ประสิทธิภาพเศรษฐกิจหดหาย ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายภาษีต่าง ๆ ในการลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากนโยบายภาษีมิใช่ “โรบินฮู้ด” ที่จะยึดทรัพย์สินของคนรวยไปแจกจ่ายให้คนจน โดยเฉพาะหากเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีฐานรายได้ เช่น ขึ้นภาษีนิติบุคคล เก็บภาษี Capital Gain หรือภาษีดอกเบี้ยและเงินปันผล เพราะจะเป็นการลดทอนแรงจูงใจในการทำงาน รวมถึงการออมและลงทุนของภาคเอกชนลง

หากจะขึ้นภาษี ผู้เขียนเห็นว่าควรจะขึ้นภาษีฐานการบริโภค โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอาจมีการเก็บหลายอัตราตามลักษณะสินค้าและพื้นที่ เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงจังหวัดที่มีรายได้สูง อาจมีอัตราภาษีที่สูงกว่าสินค้าจำเป็นและจังหวัดที่รายได้ต่ำ เป็นต้น ซึ่งการเก็บภาษีฐานการบริโภคขณะที่ลดภาษีฐานรายได้นั้น จะจูงใจให้เกิดการออม/การลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะประชาชนจะอยากหารายได้ แต่ไม่อยากบริโภค (โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย) มากนัก นอกจากนั้น เงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้นนั้นสามารถนำมาเป็นสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย ผ่านด้านการสนับสนุนการศึกษาและการรักษาพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย

และประเด็นสุดท้าย ได้แก่ การขาดการบริหารราชการแบบองค์รวม โดยที่ผ่านมา ภาคราชการไทยขาดการรวมศูนย์และคิดเป็นองค์รวม โดยแต่ละองค์กรต่างคิดถึงเป้าหมายของตน นอกจากนั้น นโยบายเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาวนั้นก็ขาดการวางแผน วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งประเทศอย่างละเอียด และนำไปใช้อย่างจริงจัง ดังนั้น นโยบายในการพัฒนาประเทศจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคการเมืองที่เน้นผลการเลือกตั้งระยะสั้นเป็นหลัก

ทางแก้ของปัญหานี้ คือต้องปรับรูปแบบการบริหารราชการใหม่ โดยอาจยืมแนวคิดจากมาเลเซียที่มีการบริหารแบบองค์รวม โดยข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมทุกชนิดจะถูกส่งตรงสู่หน่วยงานวางแผนกลาง ทำให้นายกรัฐมนตรีมีข้อมูลที่รวดเร็ว ทันการณ์และเป็นองค์รวม และสามารถตัดสินใจได้อย่างฉับไว รวมทั้งเห็นภาพในระยะกลาง-ยาวได้ ทำให้สามารถวางแผนเศรษฐกิจได้ถึง 3 ทศวรรษล่วงหน้า (เช่น Vision 2020) ซึ่งหากไทยต้องการที่จะทันต่อการแข่งขันของโลกปัจจุบัน อาจจำเป็นต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานวางแผนกลางของประเทศ ให้มีความทันสมัย ได้รับข้อมูลที่ต่อท่อส่งตรงจากทุกหน่วยงานอย่างทันการณ์ และคิดแบบองค์รวมเพื่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว ได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีการนำไปใช้จริง

หากทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยครั้งนี้ก็อาจเป็นชนวนของการยกเครื่องเศรษฐกิจสังคมไทย ขอเพียงแต่เราทุกคนมีความตั้งใจและพร้อมที่จะปฏิรูปเพื่อชาติอย่างแท้จริง ความใฝ่ฝันที่จะเห็นสังคมไทยที่เจริญรุดหน้า สงบสุข และเป็นธรรมก็คงจะอยู่ไม่ไกล

-------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่