ก่อนศึกฟุตบอลโลกที่บราซิลจะเริ่มขึ้นเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ ทีมชาติเยอรมัน ทีมเต็งตลอดกาลของทุกๆ ทัวร์นาเมนต์
ก็ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอยากทุบอกหลายๆ ที เมื่อนักเตะตัวรุกที่ดีที่สุดของทีมอย่างมาร์โค รอยส์จำต้องถอนตัวอย่างกะทันหันเนื่องจากอาการบาดเจ็บ จนถึงกับทำให้เฮดโค้ชอย่างโจคิม เลิฟ ต้องกุมขมับกระสับกระส่ายคลายกังวลไม่ได้ เพราะรอยส์คือนักเตะตัวรุกที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในแง่การพังประตูและการสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ถือเป็นตัว “คลิก” ที่ทำให้ระบบการเล่นของทีมเคลื่อนไหวอย่างทรงพลังว่ากันว่า นักเตะจากสโมสรโบรุสเซียดอร์ทมุนด์คนนี้มีความสำคัญต่อทีมชาติเยอรมนีมากในระดับเดียวกับที่เนย์มาร์มีต่อบราซิลเลยทีเดียว
แฟนลูกหนังเยอรมันจิบเบียร์อย่างใจเย็น และยอมรับว่าความหวังอย่างเจ็บปวดว่า เมื่อไม่รอยส์อยู่ในทีมโอกาสของนักเตะอินทรีย์เหล็กที่จะคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกนับในรอบ 18 ปีนับตั้งแต่แชมป์ยูโร 96 เหลือเพียงน้อยนิดจริงๆ
การสูญเสียนักเตะตัวหลักที่สำคัญต่อแผนการเล่นที่มีการตระเตรียมมานาน ทำให้เลิฟเองถึงกับเริ่มหมดหวังและยอมรับว่าทีมเยอรมันมีโอกาสตกรอบแรกสูง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาสำคัญเฉพาะหน้าของเฮดโค้ชก็คือ ทอดสายตาไปทั่วทั้งประเทศและบุนเดสลิก้าก็ไม่สามารถหานักเตะคนใดแทนที่รอยส์ได้เลย
ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่รอท่าอยู่อดีตแชมป์เก่า 3 สมัยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่ในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดมากๆ และโชคดีที่เยอรมันจะสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเล่นได้อย่างมีริธึ่มทันช่วงทันเวลา จนผ่านทะลุเข้าสู่รอบรองชนะไปพบกับเจ้าภาพบราซิล
เนเธอร์แลนด์ก็เป็นทีมเต็งอีกทีมหนึ่งที่เจอสภาพเช่นเดียวกับทีมเยอรมัน เนื่องจากการบาดเจ็บของเควิน สตรูทมานจนต้องถอนตัวออกจากทีม ในความคิดของหลุยส์ ฟานฮาลเฮดโค้ชทีมอัศวินสีส้ม สตรูทมานคือเพลย์เมคเกอร์คนสำคัญที่สุดที่จะทำให้แผนการเล่นของทีม “คลิก” มีจังหวะและเกิดประสิทธิภาพ
ฟานฮาลเชื่อมั่นว่าสตรูทมานคือหัวใจเป็นนักเตะที่สำคัญที่สุดต่อระบบการเล่น 4-3-3 ภายใต้ปรัชญา Total football ที่เน้นเกมรุกและความสวยงาม ปัญหาสำคัญสำหรับเฮดโค้ชก็คือนักเตะที่มีสไตล์และคุณภาพแบบสตรูทมานไม่สามารถทดแทนได้เลย แม้กระทั่งเวสลี่ย์ชไนเดอร์ฮีโร่ดัทช์จากฟุตบอลโลก 2010
ดังนั้น ด้วยเวลาที่เหลืออีกสองเดือน ดูเหมือนว่า ฟานฮาลจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำต้องปรับเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบการเล่นจากระบบ 4-3-3 ที่ถือเป็น “ระบบศักดิ์สิทธิ์” สำหรับฟุตบอลดัทช์ มาเป็นระบบ 5-3-3 ที่เน้นเกมรับและการโต้กลับหรือ counterattack ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก จึงไม่เป็นทีสงสัยว่า ทำไมแฟนลูกหนังชาวดัทช์จึงคาดหวังในทีมชาติชุดนี้น้อยมาก น้อยกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
แต่สุดท้ายแล้ว ฟานฮาลก็โชคดีเหมือนโจคิม เลิฟ เพราะผลการแข่งขันบ่งชี้ว่า ตัดสินใจถูกต้องและเดินมาถูกทางแล้ว หลังจากผ่านเข้าไปเจออาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศ
ภาวการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเยอรมนีและฮอลแลนด์ได้เกิดขึ้นกับบราซิลแล้ว ข่าวการยืนยันอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ที่ทำให้หมดสิทธิลงเล่นในแมทช์สำคัญที่สุดอีกสองนัด ถือว่าร้ายแรงสร้างความเสียหายให้กับทีมชาติบราซิลอย่างมากๆ ทำให้คนทั้งประเทศเกิดอาการช็อกไปตามๆ กัน
ทั้งๆ ที่บราซิลเป็นประเทศที่ผลิตนักเตะระดับโลกมากกว่าประเทศใดๆ ทั่วหล้าและเป็นทีมที่อุดมด้วยนักเตะสุดคลาสแต่ไม่น่าเชื่อว่า ทีมชาติบราซิลในปี 2014 จะต้องอาศัยพึ่งพามหัศจรรย์ของเนย์มาร์เพียงคนเดียวเท่านั้นจึงจะมีโอกาสคว้าแชมป์โลก เหมือนเช่นอาร์เจนติน่าที่ฝากความหวังไว้ที่ลิโอเนลเมสซี่แบบไม่มีคนที่สองหรือคนอื่นๆ
เนย์มาร์ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นิวเปเล่” ทั้งในเรื่องรูปร่างและพรสวรรค์ทางลูกหนัง เป็นนักเตะที่สามารถสร้างความแตกต่างและชี้ขาดเกมได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ เนย์มาร์สร้างศิลปะให้กับเกมลูกหนังอย่างน่าตื่นตาตื่นใจและทำให้แฟนลูกหนังทั่วโลกประจักษ์เห็นว่า สมองอยู่ที่สองแขนและปลายขาจริงๆ และทำให้เราเห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลได้บ่อยๆ
การขาดนักเตะที่สำคัญเยี่ยงเทพเช่นนี้ย่อมสร้างความปวดหัวปวดกะโหลกให้แก่โค้ชบราซิลอย่างหลุยส์สโคลารี่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงเวลาสองนัดสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์เช่นนี้ ก่อนหน้านี้ สโคลารี่เคยอาศัยพลัง 3R อย่างโรนัลโด ริวัลโดและโรนัลดินโญ่นำทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 มาแล้ว แต่ในปี 2014 นี้ บราซิลไม่มีพลังตัว R หรือตัว O อื่นๆ เลย นอกจากมหัศจรรย์ของเนย์มาร์เพียงคนเดียวเท่านั้น
ในสภาวะที่ไม่มีเนย์มาร์อยู่ในทีมและไม่มีใครที่จะเป็น “เนย์มาร์หมายเลข 2” แทนที่ได้ สโคลารี่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่ในการพบกับเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศ เป็นแผน B ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะจำเป็นต้องใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนที่สุดว่า การสูญเสียนักเตะสำคัญที่สุดเช่นนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ใครปรารถนาให้เกิดขึ้น แม้กระทั่งคู่แข่งคู่ต่อสู้ ไม่ได้ถูกเขียนเป็นสคริปท์ล่วงหน้าหรือเกิดขึ้นเพราะทฤษฎีสมคบคิดใดๆ แต่ทีมชาติบราซิลก็ต้องเดินหน้าต่อไป
ในด้านหนึ่ง การขาดเนย์มาร์อาจกลายเป็นเหตุผลหรือข้อแก้ตัวที่สามารถทำให้คนบราซิลสองร้อยกว่าล้านคนได้เตรียมทำใจยอมรับสภาพแต่เนิ่นๆ หากบราซิลไม่สามารถคว้าแชมป์ในครั้งนี้ได้
แต่ในด้านหนึ่ง ความหลังเมื่อครั้งฟุตบอลโลกปี 1962 อาจจะสร้างความหวังและให้พลังแก่นักเตะแซมบ้าได้ไม่น้อย เพราะในปีนั้น บราซิลสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ติดต่อกันทั้งๆ ที่เปเล่นักเตะที่สำคัญที่สุดของทีมบาดเจ็บหนักเหมือนเนย์มาร์ในเวลานี้ แต่บราซิลกลับมีฮีโร่คนใหม่ที่ช่วยทำให้คว้าแชมป์เมื่อ 52 ปีที่แล้ว แล้วทำไมบราซิลในปี 2014 จะทำไม่ได้ (?)
บางที บราซิลที่ไม่มีเนย์มาร์อาจจะทำให้เกิดบราซิลทีมใหม่ที่ระเบิดฟอร์มเตะแบบแซมบ้าจริงๆ ก็เป็นได้
บางทีการไม่มีเนย์มาร์ร่วมเพลงเตะในสนาม ก็อาจทำให้แรงกดดันของนักเตะลดน้อยไปด้วยก็ได้ เพราะความคาดหวังของคนทั้งประเทศได้ลดน้อยลงไปจนถึงระดับทำใจได้ และบางที ในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเยอรมนี บางที่เราอาจจะบราซิลเล่นฟุตบอลที่สวยงามและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ก็เป็นไปได้ และสร้างมหัศจรรย์คว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้อย่างประทับใจที่สุด
เพราะนักเตะในทีมทุกคนเชื่อว่า นี่คือของขวัญและกำลังใจที่ดีที่สุดที่มอบให้แก่เนย์มาร์เปเล่คนใหม่ของมหาอำนาจลูกหนังอย่างบราซิล






