ความคาดหวังเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่จะนำไปพาใครสักคนหนึ่งไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในเกือบทุกเรื่องราว
ความคาดหวังเป็นเสมือน “ยา” หรือพลังขับเคลื่อนให้เราหรือองค์กรก้าวไปข้างหน้าหรือไปสู่จุดฝันได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความคาดหวังก็สามารถเป็นแรงกดดันทำให้หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้ดำเนินไปตามที่หวังตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ในบรรดาทั้งหมด 32 ทีมที่ร่วมในมหกรรมฟุตบอลโลก 2014 ครั้งนี้ แต่ละทีมล้วนแต่มีแรงจูงใจมีความคาดหวังที่สูงต่ำแตกต่างกัน บางทีมมาเพื่อหาประสบการณ์ครั้งแรกๆ บางทีมมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ บางทีมหวังเพื่อเข้ารอบลึกๆ หรือมุ่งแชมป์อย่างเดียว
ตัวอย่างของอังกฤษดูจะชัดเจนมากๆ เพราะคนอังกฤษเฝ้ารอแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 มานานร่วม 54 ปีแล้วนับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกในบ้านเมื่อปี 1960 (โดยไม่รู้ว่าจะต้องรอไปนานอีกแค่ไหน)
ในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ทุกๆ 4 ปี คนอังกฤษตั้งหน้าตั้งตารอและคาดหวังไว้สูงตลอดว่า จะมีวันที่ “สิงโตสามตัว” จะครองโลกลูกหนังอีกครั้งให้สมกับฐานะผู้สร้างเกมกีฬาประเภทนี้ให้แก่มนุษย์ แต่ก็จบด้วยความผิดหวังมาโดยตลอด
ในช่วงตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990 จนถึงปัจจุบัน คนอังกฤษวาดฝันว่า พอล แกสคอยจ์ เดวิด เบ็คแค่ม และเวนย์ รูนีย์ จะเป็น great white hope หรือ “ความหวังสีขาว” นำพาทีมชาติอังกฤษไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังเป็นความหวังที่ค้างเติ่ง
อังกฤษยอมเสียศักดิ์ศรีผู้ให้กำเนิดเกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและทุ่มเงินมหาศาลจ้างยอดโค้ชต่างชาติอย่างโกรัน อิริคสัน (ฟุตบอลโลก 2006) และฟาบิโอ คาเปลโล (ฟุตบอลโลก 2010) ด้วยความคาดหวังสูงสุดว่า ต้องแชมป์เพียงประการเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายความฝันก็ยังคงเป็นความฝันมิเปลี่ยนแปลงเป็นความจริง
พูดโดยเปรียบเทียบแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้ คนอังกฤษตั้งความคาดหวังต่อทีมชาติ "สิงโตสามตัว" น้อยลงกว่าทุกๆ ครั้งอย่างผิดสังเกต ความคึกคักตื่นตัวของแฟนๆ ลูกหนังแห่งเกาะอังกฤษดูซบเซาอย่างเห็นได้ชัดราวกับว่าทำใจไว้แต่เนิ่นๆ และเมื่อทีมชาติอังกฤษตกรอบแรกแบบได้ตำแหน่งบ๊วยของกลุ่ม แฟนลูกหนังผู้ดีจึงไม่เจ็บช้ำใจมากอย่างเข้าใจได้
อย่างน้อยที่สุด คนอังกฤษก็ยังไม่ละทิ้งความหวังเสียทีเดียวไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม ภายหลังจากที่เฝ้ารอนานถึง 77 ปีกว่าที่แอนดีย์ เมอร์เรย์ จะเป็นบริติชคนแรกคว้าแชมป์คว้าแชมป์ชายเดี่ยวเทนนิสวิมเบิลดันเมื่อปีที่แล้วได้
เช่นเดียวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่เดินทางมาบราซิลในสภาพที่ไม่มีอาการ "เจ็บบ่า" มากนัก เพราะไม่ได้ถูกคาดหวังอย่างสูงเลิศจากเพื่อนร่วมชาติเหมือนเช่นในอดีต กระแสการเตรียมพร้อมและตื่นตัวภายในประเทศเองก็เรียกว่าแตกต่างจากทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เรียกว่าก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มต้น ตามหัวเมืองท้องถนนต่างๆ จะไม่ได้มีการระดับตกแต่งด้วยสีส้มมากนัก เพราะคิดว่าเสียของกับการตื่นตัวเชียร์ทีมชาติของตัวเอง
ทีมดัชท์ในฟุตบอลโลก 2014 จึงไม่ต้องแบกรับภาระแรงกดดันมากเกินไปพวกกับการถูกจัดอยู่ในเต็ง 8 ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มต้น ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทีมชาติเล่นโดยไม่ต้องพกเอาความพะวงพกลงสนามไปด้วย และกลับกลายเป็นว่า ทีมอัศวินสีส้มโชว์ผลงานสุดแกรนด์ทำลาย “อาณาจักรสเปน” ให้พังพาบลงจากบัลลังก์ราชาลูกหนังโลกได้อย่างผิดความคาดหมายได้ 9 คะแนนเต็มจากการแข่งขันในรอบแรก ยิงประตูคู่แข่งขันได้มากที่สุด แถมยังดวงดีเอาชนะเม็กซิโกในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบโชคช่วย และเจอคู่แข่งที่อ่อนที่สุดใน 8 ทีมสุดท้ายนี้อย่างคอสตาริก้า โอกาสและหนทางของทีมชาติฮอลแลนด์จึงดูสดใสเหมือนสีเสื้อ
แน่นอนที่สุด ในบรรดาทีมที่ผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟนัลทั้งหมด เชื่อได้แน่ว่า ทีมชาติคอสตาริก้า ชาติที่มีประชากรน้อยที่สุดในบรรดา 8 ทีมสุดท้าย และถือเป็นทีมที่พกพาเอาความคาดหวังมาน้อยที่สุดอย่างไม่มีข้อสงสัยหรือจะเรียกว่าไม่มีความหวังใดๆ เลยก็ว่าได้
เมื่อเพื่อร่วมชาติไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ความกดดันจึงไม่มี ความกังวลจึงไม่ปรากฏ จะแพ้ถล่มทลายมากแค่ไหนก็ไม่ถูกด่าทอแน่ แต่คอสตาริก้ากลับเล่นได้อย่างดีเลิศสามารถเบียดเอาชนะและทำแต้มเป็นที่หนึ่งในกลุ่มเหนืออดีตแชมป์โลกอย่างอุรุกวัย อิตาลีและอังกฤษ ด้วยผลงานอันเหลือเชื่อเช่นนี้ คอสตาริก้าได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีเรียบร้อยแล้ว และการเอาชนะอดีตแชมป์ยุโรปอย่างกรีซจนผ่านทะลุเข้ามาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ต้องนับถือว่า คอสตาริก้ามาไกลมากๆ ไกลเกินกว่าที่ใครคาดหวังมาก่อน
ผลงานที่ดีผิดคาดจนกลายเป็นตำนานหนึ่งของทีมคอสตาริก้าในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้นึกถึงทีมชาติเดนมาร์กเมื่อ 22 ปีที่แล้วอย่างน่าสนใจเทียบเคียง
ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 1992 ทีมชาติเดนมาร์กถูกเรียกตัวมาเป็นมวยแทนร่วมศึกแทนที่อดีตยูโกสลาเวียที่ถูกยูเอฟ่าตัดสิทธิเพราะศึกสงครามการเมือง ณ เวลานั้น
เพราะถูกเรียกมาแบบกะทันหันเพียงแค่อาทิตย์สองอาทิตย์ การเป็นมวยแทนที่แทบจะไม่มีการเตรียมตัวเตรียมทีมอะไรเลย จึงทำให้ไม่มีใครทั้งในเดนมาร์กและในยุโรปคาดหวังอะไรมาก แต่สุดท้ายแล้ว นักเตะโคนมเดนมาร์กกลับสร้างมหัศจรรย์คว้าแชมป์ยูโร'92 ได้อย่างชนิดเกินล้นความคาดหมายอย่างเหลือเชื่อ
เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปฐพี
แน่นอนที่สุดว่า คอสตาริก้าจะไม่มีวันสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นในบราซิลได้เหมือนที่เดนมาร์กเคยทำไว้แบบเขียนติดป้ายข้างฝาได้เลย
ในวงการฟุตบอลโลกถือหลักอย่างหนึ่งว่า “form is temporary, class is permanent” อาจจะเป็นคำอธิบายเป็นคำตอบได้ระดับหนึ่ง พูดกันว่าทีมมหาอำนาจลูกหนังทั้งหลายล้วนแต่เป็นทีมที่มี class ติดตัวด้วยกันทั้งสิ้น ถึงจะโชว์ฟอร์มไม่ออกแต่คลาสยังคงอยู่ติดทีมไปตลอด และตราบเท่าที่คลาสยังดำรงอยู่ จะเร็วจะช้าฟอร์มก็ได้กลับคืนมาเสมอ
ในรอบที่ผ่านๆ มาจะเห็นได้ว่าทั้งบราซิลเยอรมนีและอาร์เจนตินาก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มหรูสมฐานะทีมเต็งหนึ่งเต็งสองเต็งสามอย่างน่าประทับใจสักเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน เป็นที่ยอมรับกันว่า เรื่องของฟอร์มนั้นเป็นเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว อาจจะเป็นปรากฏการณ์ผีเข้าผีออกก็ได้ และถึงแม้ จะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่ามหัศจรรย์มากแค่ไหน แต่พูดอย่างเท็จจริงที่สุด คอสตาริก้าไม่ใช่ทีมที่มีคลาสใดๆ ในขณะเดียวกวัน ถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวังสักแค่ไหน แต่ทีมอย่างบราซิล เยอรมนีและอาร์เจนตินาล้วนแต่เป็นทีมที่มี class ติดตัวติดแน่น เป็นมหาอำนาจลูกหนังตัวจริง
ประวัติศาสตร์ยืนยันได้ว่า ตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกมีไว้ให้สำหรับทีมที่ต้องอาศัยทั้ง class ทั้ง form ให้เดินทางมาถึงถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น
ในบรรดา 8 ทีมที่ลงเหลืออยู่ บราซิลในฐานะแชมป์ 5 สมัยมากกว่าทุกประเทศ มีคลาสของมหาอำนาจลูกหนังและในฐานะเจ้าภาพที่ต้องเผชิญกับคลื่นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายๆ ปีจึงถูกคาดหวังไว้สูงกว่าทุกๆ ทีม คนบราซิลภาวนาและวาดหวังสุดๆ ให้เนย์มาร์โชว์ฟอร์มโชว์คลาสสมฐานะ “นิวเปเล่” นำบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 6 ให้ได้






