เห็นข่าวแถลงคำสั่ง คสช.โยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานพิเศษต่างๆ ระลอกแล้วระลอกเล่า
คนแล้วคนเล่า...แล้วรู้สึกไม่สบายใจ
หลายคนเริ่มตั้งคำถาม...จะเด้งกันไปถึงไหน?เพราะคสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองมาเกือบ50วันแล้ว คิดเป็นหลักเดือนก็ร่วมๆ2เดือน ยังจัดแถวข้าราชการกันไม่เสร็จอีกหรือ?
เมื่อวาน ทีมข่าวการเมือง กรุงเทพธุรกิจ ได้สรุปยอดการโยกย้าย เฉพาะที่เป็นคำสั่ง คสช.และมติที่ประชุม คสช.ล้วนๆ ไม่รวมที่ปลัดกระทรวงหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปโยกย้ายระดับล่างลงไป ปรากฏว่ารวมแล้วมีถึง57คน จาก13กระทรวง10หน่วยงาน นี่เฉพาะข้าราชการระดับสูงนะ!
ปัญหาการโยกย้ายข้าราชการของ คสช.ที่วิจารณ์กันมาก มีประเด็นดังนี้
1. ไม่มีเหตุผลชัดเจนในการโยกย้าย เพราะ คสช.ให้เหตุผลต่อสังคมเพียงข้อเดียวตลอดมา คือ“เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น”เท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น
ทั้งนี้ คนในแวดวงราชการเอง ฝ่ายการเมือง หรือสื่อสารมวลชน อาจเข้าใจได้ในบางกรณีว่าการตัดสินใจของ คสช.น่าจะมีเหตุผลเพียงพอ แต่ก็คงไม่เข้าใจทุกกรณี ฉะนั้นถ้าเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกาะติดข่าวสารคงยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เข้าใจแน่นอน เพราะสิ่งที่แถลงออกมาไม่ได้ชัดเจนอะไร ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าข้อมูลที่ คสช.มีอยู่และนำไปสู่การตัดสินใจโยกย้ายนั้น อาจไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ทว่ามันก็ได้กลายเป็นคำถามในใจของประชาชนที่เฝ้าดูอยู่
2. หลายกรณีย้ายคนเก่าออกไปยังพอรับได้ แต่ตั้งคนใหม่เข้ามา กลับดูแล้วไม่ได้ดีกว่าคนเก่า หรือแย่กว่า หรือตั้งคนใกล้ชิดกับขั้วการเมืองอีกฝ่ายเข้ามา เรียกว่าแต่งตั้งแบบ“ค้านสายตา”ซึ่งเหตุผลก็คล้ายๆ กับข้อแรก คือ เมื่อไม่ได้อรรถาธิบายถึงสาเหตุการโยกย้ายให้ชัดเจน และหลักเกณฑ์การแต่งตั้งคนใหม่เข้าไปก็ไม่ได้ชี้แจงแถลงไขเช่นกัน มันก็เลยยิ่งเป็นปัญหา
ข้าราชการหลายคนมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เมื่อถูกย้ายโดยไม่มีการอธิบายเหตุผลรองรับ หลายคนคงทำใจยากอยู่เหมือนกัน
ปัญหาทางความรู้สึกแบบนี้ ไม่ใช่เฉพาะเจ้าตัวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงพวกพ้อง เพื่อนฝูง ผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกศิษย์ลูกหาอีกมากมาย
ขณะที่ในทางการเมือง ก็มีการนำไปเปรียบเทียบกันแล้วว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ย้ายเลขาธิการ สมช.ตำแหน่งเดียว มีผลถึงขั้นนายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่ง แต่คณะบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน ย้ายไปแล้ว57คน ไม่เห็นเป็นอะไร
จริงๆ ตรรกะที่ยกมานี้ ไม่ได้มีเหตุผลนัก คือกรณีที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยย้ายคุณถวิล เปลี่ยนศรีจากเลขาธิการ สมช. มีเบื้องหลังอย่างไร เพื่อผลักดันใครไปตรงไหน ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ เพราะศาลตัดสินชัดเจนแล้ว แต่สาเหตุที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า“ผล”ในทางการเมืองเป็นอย่างไร และการกระทำของ คสช.ไม่ว่าจะด้วยหวังดีหรืออะไรก็ตาม กำลังส่งผลในทางการเมืองแล้ว
ข้าราชการนั้น มีบทบาทหน้าที่ต้องสนองฝ่ายการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติ ยิ่งในรัฐบาลที่มีอำนาจและบารมีมากอย่างรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร หรือน้องสาวคุณทักษิณก็ตาม ยิ่งยากที่ข้าราชการจะฝืนหรือกล้าหือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ฉะนั้นก็น่าจะเข้าใจตรงจุดนี้ด้วย
ยุคปรองดองสมานฉันท์ น่าจะเริ่มด้วยการระดมความรู้ความสามารถของข้าราชการทุกขั้วทุกฝ่าย มาร่วมกันสร้างชาติโดยไม่แบ่งสี แบ่งเขาแบ่งเราน่าจะดีกว่าไหม
ใครที่ยังจำเหตุการณ์ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อ30พ.ค.2550และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค111คนได้ น่าจะเข้าใจดีว่าการรุกไล่และปิดทางถอยของอีกฝ่ายจนหลังติดกำแพงนั้น สุดท้ายผู้เสียประโยชน์ก็จะรวมหัวกันต่อสู้ ไม่สามารถสลายเขาได้ จนทำให้การยุบพรรคการเมืองในประเทศไทยเป็นเรื่องขำๆ และเป็นเพียงนามธรรมเท่านั้นเอง









