วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหล้าใหม่ในขวดใหม่ : อธรรมกับธรรม

แม้ว่ากลุ่มวัตถุเงินทองอำนาจนิยม (กลุ่มวอน.) (เหล้าเก่า)* อาจใช้ “ยาพิษ” ซื้อหาปัจจัยต่างๆ ได้

แต่ไม่สามารถซื้อ “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” ที่ธรรมชาติได้บันทึกไว้ในรหัสพันธุกรรมได้ เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่สูญพันธุ์

*(โปรดอ่านตอนก่อนๆ ของ “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” ที่สื่อนี้)

“ความรู้สำนึกในศีลธรรม” นี้ ได้ผ่านการศึกษาวิจัยกับทารกวัย 5 เดือนมาแล้ว ดร.พอล บลูม นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐฯ จัดแสดงละครหุ่นเชิดสามตัวให้ทารกดูโดยลำพัง ประกอบด้วยแมวตัวหนึ่งเล่นลูกบอลอยู่กลางฉากกับกระต่ายอีกสองตัว ตัวหนึ่งอยู่ห่างไปทางซ้ายและอีกตัวอยู่ทางขวาของแมว โดยตัวหนึ่งคอยช่วยเก็บบอลให้แมวเมื่อแมวทำบอลหลุดกลิ้งออกไป ส่วนอีกตัวหนึ่งคอยรับบอลที่แมวส่งไปให้ แล้วอุ้มออกไปจากฉาก

ต่อมา นักจิตวิทยายื่นหุ่นกระต่ายทั้งสองตัวดังกล่าวให้ทารกเลือกรับตัวหนึ่งกลับบ้านไป ปรากฏว่า ทารกส่วนใหญ่ยื่นมือเลือกหุ่นตัวที่ช่วยเก็บบอลให้แมว และไม่ไยดีต่อหุ่นที่รับบอลแล้วอุ้มออกไป

นอกจากนี้ นักจิตวิทยาได้ทำการวิจัยกับทารกวัย 21 เดือนด้วย โดยให้เลือกหยิบขนมออกจากจานที่วางอยู่หน้าหุ่นกระต่ายที่ช่วยเก็บบอลให้แมว หรือจากจานหน้าหุ่นที่รับบอลแล้วอุ้มออกหายไปจากฉาก ปรากฏว่า ส่วนใหญ่เลือกหยิบขนมจากหุ่นที่อุ้มบอลออกไป ทำให้อดกินขนม บ้างก็กำมือทุบหุ่นตัวนี้แถมให้อีกด้วย ทั้งนี้ เป็นปฏิกิริยาเชิงลบต่อหุ่นที่ไม่ส่งบอลกลับไป ให้หุ่นแมว เช่นเดียวกับทารกวัย 5 เดือนดังกล่าว

นักจิตวิทยาสรุปว่า ปฏิกิริยาชอบใจ/ไม่ชอบใจ ต่อหุ่นกระต่ายจากทารกสองวัยนี้ น่าจะมาจาก “บางสิ่ง” ที่ทารกมีติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งกลุ่มผู้วิจัยตีความว่า น่า จะเป็น “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” เพราะทารกยังอ่อนวัย เกินไปที่จะเรียนรู้นามธรรมที่จับความได้ยากอย่าง “ศีลธรรม”

อย่างไรก็ตาม “บางสิ่ง” นี้แปรเปลี่ยนได้จากการ อบรมปลูกฝังด้วย “ค่านิยม” ในวัตถุเงินทองอำนาจ ยังผลให้ “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” ที่มีอยู่เดิมต้องอ่อนแอลง ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงกลับมองเห็น “กงจักรเป็นดอกบัว” แต่บางคนก็ยังมองเห็น “ดอกบัวเป็นดอกบัว” ตาม “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” ที่ยังมีอยู่

ท่านปรมาจารย์เล่าจื๊อ ผู้มีจิตตื่นรู้และคำสอนที่คู่ขนานกับพระธรรมของพระพุทธเจ้า เปรียบเปรยผู้มี “ความรู้สำนึกในศีลธรรม” ที่อ่อนแอลงนี้ เสมือนต้นข้าวที่เติบโตอยู่นอกผืนนา เป็น “ข้าวนอกนา” ที่มีรวงข้าวไม่ดีเท่า “ข้าวในนา” ส่วน ดร.อิริค ฟรอม์ม นักจิตวิเคราะห์โด่งดังระดับโลก ผู้เคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนา มองว่าเปรียบได้กับ “คนมีภาวะจิตที่ไม่สามารถเสริมสร้างคุณประโยชน์ต่อตนและส่วนรวม”

กระนั้นก็ตาม “ข้าวนอกนา” นี้ ก็ยังเยียวยารักษาตน เองให้เป็น “ข้าวในนา” ได้ โดยต้องมี “ความแกล้วกล้ายอมรับความเป็นจริง” ก่อนว่า ตนมัวเมาใน “วัตถุเงินทองอำนาจ” จริงและไม่สามารถทำคุณประโยชน์แท้จริงต่อตนหรือส่วนรวม แล้วลงมือ “ปฏิบัติ” ตาม “ค่านิยม” ในกลุ่มจิตนิยม (กลุ่มจน.) (เหล้าใหม่) เช่น ฝึกฝนตนให้เป็นผู้สามารถทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นได้โดยปราศจากเงื่อนไข แบบที่ชาวพุทธนิยมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ตอนเช้าตรู่ เป็นต้น

อดีตประธานาธิบดีเนลสัน เมนเดลลา แห่งสาธารณะรัฐแอฟริกาใต้ ได้แสดง “ความแกล้วกล้า” ยอมรับว่าได้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลถือสีผิวในประเทศตน ซึ่งตนเห็นว่าไร้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความเสมอภาคทางการเมือง และถูกจำคุกอยู่นานถึง 27 ปี ท่านได้ฝากบทเรียนอันขมขื่นไว้ว่า “การแสดงความแค้นเคืองต่อผู้อื่น ด้วยการกินยาพิษเสียเองนั้น มีแต่จะทำร้ายตัวเองเท่านั้น”

การกล่าวอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่นว่า “ถ้าข้าฯอยู่เมืองไทยไม่ได้ พวกเจ้าก็อยู่อย่างสงบสุขไม่ได้” การโกงกินขายชาติ การเผาบ้านเมือง การเข่นฆ่ามวลมหาชนที่ขับไล่ “รัฐบาลหุ่นเชิด” ด้วยวิธีสันติอหิงสา ตลอดจนการซื้อ "ศักดิ์ศรีมนุษย์" ของข้าราชการ ทั้งหลายไว้เป็นบ่าวทาส คือการแสดงความแค้นเคืองต่อผู้อื่นด้วยการ “กินยาพิษ” เสียเอง

ท่านซุนจื่อ ปรมาจารย์ระดับโลกในยุทธศาสตร์สงคราม ได้ประยุกต์คำสั่งสอนของท่านเล่าจื๊อไว้ในตำราพิชัยสงครามของท่าน เมื่อราวสามพันปีก่อน (กองทัพ บกก็เป็นศิษย์ท่านซุนจื่อ) กฎข้อแรกของท่านซุนจื่อ คือ “จงรู้จักศัตรู จงรู้จักตัวเอง แล้วจะไม่มีวันพ่ายแพ้”

การอ่าน “ค่านิยม” ของศัตรู จะช่วยให้เรารู้จักจุดจูงใจ/ไม่จูงใจ จุดอ่อน/จุดแข็งของศัตรู ฯลฯ เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนยุทธศาสตร์ ส่วนการอ่าน “ค่านิยม” ของตน จะช่วยให้เรารู้จักภาวะจิตใจตน เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนากับปกป้องตน

เมื่อรู้เขารู้เราแล้ว เราจะไม่พ่ายแพ้ เพราะตื่นรู้ว่าศัตรูของไทยมิใช่คนใส่เสื้อสี แต่เป็นคนมี “ค่านิยม” ที่มีแรง จูงใจอยู่ที่ “วัตถุเงินทองอำนาจ” ซึ่งทำการปรับเปลี่ยน ได้อย่างกรณี “ข้าวนอกนา” ดังกล่าว และตื่นรู้ว่าเรามี อะไรที่ต้องทำการพัฒนาตนหรือไม่ ทั้งนี้ จะได้ปลดแอกตนเองให้พ้น จากภาวะ “ตีนถีบปากกัด” อยู่ใน “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ที่ “รีดเลือดปู” ด้วยใจอำมหิตของ คนบ้าเงินบ้าอำนาจเพียงไม่กี่คน

อนึ่ง เราตื่นรู้ด้วยว่า ไม่ว่าใครจะเขียนรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ออกกฎหมายอีกกี่มาตรา เปลี่ยนระบบการทำงานอีกกี่ระบบก็ตาม ล้วนเป็นมาตรการผิวเผิน “เกาแก้คัน” ชั่วคราวซ้ำซาก คนบ้าเงินบ้าอำนาจก็จะอยู่ครอง บ้านเมืองต่อไปด้วยความสะใจ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “การย้ำวิธีแก้ปัญหาเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วประสบความล้มเหลวมาตลอด คือการกระทำของคนสติเสีย การแก้ปัญหาให้ได้ผลดี จักต้องใช้วิธีการที่มาจากองค์ความรู้ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าตัวปัญหา”

ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำของ “คนสติเสีย” เราจะต้องใช้วิธีที่ไม่ซ้ำแบบเดิม คือ “ปฏิรูปตนก่อน” ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ชี้แนะไว้แต่แรกนานแล้ว และนำคำสอนของพระบรมศาสดาโลก ซึ่งเป็นอริยบุคคล มาประยุกต์แก้ปัญหาอันเกิดจาก ปุถุชน เพื่อว่า “ชีวิตของทหารหาญของเราเหล่านี้ จักมิต้องสูญเปล่าไปบนสมรภูมินี้”

“เหล้าเก่าในขวดเก่า” คือ “ค่านิยม” ที่ปวงชนพึงปฏิเสธอย่างไร้เงื่อนไข ส่วน “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” คือ “ค่านิยม” ในกลุ่มจน. ที่กลุ่มวอน.พึง “ปฏิรูปตน” ให้นำกลับคืนมาปลูกสร้างบนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็น “แผ่นดิน ธรรม” มานับแต่ไทยถือกำเนิดชาติเมื่อสมัยสุโขทัยราว 7 ศตวรรษก่อน

แผ่นดินไทยคือแผ่นดินทองที่มี “ดินฟ้าอากาศ” เอื้ออำนวยต่อ “เกษตรกรรม” มีศักยภาพสูงเป็น “สวนครัวโลก” และสามารถเสริม “อำนาจการต่อรองบนเวทีโลก” ได้เป็นอย่างดี เมื่อกลุ่มวอน.ได้ “ปฏิรูปตน” สู่การมี “ค่านิยม” ในกลุ่มจน.แล้ว จะมีอะไร ในโลกนี้มาขวางกั้นความเจริญสุขของปวงชนได้อีกหรือ?

บัดนี้ ปวงชนได้เดินทางมาถึงทางสองแพร่ง คือ “อธรรม” และ “ธรรม” แล้ว จึงมีโอกาสใช้สิทธิ์ที่จะเลือกเดินเข้าสู่ทางหนึ่งใด ตามหลัก “ประชาธิปไตย” ที่เรียกร้องกันอยู่ และแสดงความรับผิดชอบต่อผลการเลือก/ไม่ เลือกของตน ตาม “กฎแห่งกรรม” อันเป็น “กฎแห่งธรรมชาติ” ที่ไม่มีใครได้รับการยกเว้น