วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การต่อต้านรัฐประหารของชาติตะวันตก : อย่ากังวลเกินกว่าเหตุ

ครบรอบ 1 เดือนของการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีคำสัญญาว่าจะคืนความสุขให้แก่ประชาชน

ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบดูเหมือนว่าจะยุติลงเนื่องจากมีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จหลายประการที่ทำให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ สงบลง ประชาชนจึงมีความรู้สึกชื่นชมต่อคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารที่ทำให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง สิ่งท้าทายก็คือจะเป็นความสงบที่ยั่งยืนหรือเป็นการชั่วคราว หากรากเหง้าของปัญหามิได้มีการกำจัดให้หมดสิ้นไป จะมีการร่างรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราวที่จะมีการประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคมศกนี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้จะมีการจัดตั้งสภาผู้แทนฯในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ ภายหลังที่รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับที่ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว ควบคู่ไปกับการจัดตั้งสภาเพื่อการปฏิรูปประเทศที่คาดว่าจะแล้วเสร็จและให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม 2558

งานที่ คสช. จะดำเนินการต่อไปจากนี้เป็นงานที่ยากกว่า นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ การสรรหาตัวคณะรัฐมนตรีที่จะไม่ให้ประชาชนร้องยี้หรือจะหาบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบอบอำนาจเดิมได้อย่างไร เพราะคนรอบตัวของ คสช. ที่เลือกใช้อยู่ในปัจจุบันล้วนเคยรับใช้อยู่ในระบอบการเมืองที่สร้างปัญหากับประเทศมาเกือบทั้งหมด อาจเป็นเพราะหากจะใช้บุคคลในกลุ่มของ กปปส. ที่ชุมนุมต่อต้านระบอบการเมืองเก่าก็เกรงว่าจะเกิดข้อครหา

ต้องยอมรับความจริงที่ว่าในการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมา มีคนหลายล้านในทุกสาขาวิชาชีพ ทุกหน่วยงานและทุกเพศ ทุกวัย เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถที่ได้รับการยอมรับของสังคม ได้เสียสละด้วยความเหนื่อยยากออกมาร่วมการต่อสู้เพื่อสร้างอนาคตให้กับลูกหลานคนไทย เพราะต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ หากไม่เลือกใช้บุคคลที่เคยขึ้นเวทีชุมนุมประท้วง จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่งที่ไม่เลือกใช้คนดี มีความสามารถอีกจำนวนมาก แต่จะเลือกใครเข้ามาช่วยงานก็ขอให้ทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่การทำงานแบบรูปหน้าปะจมูก เนื่องจากปัญหาที่ต้องแก้ไขในอีกหนึ่งปีข้างหน้านั้นมีอยู่มากมาย จึงต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของงานเพราะคงไม่สามารถจะทำทุกอย่างให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลา 1 ปี

สิ่งหนึ่งที่รบกวนต่อการทำงานของ คสช. ก็คือ ท่าทีของบางประเทศที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร โดยเฉพาะ 3 ประเทศหลัก คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ที่มีมาตรการบางประการออกมา ได้แก่ การปรับลดอันดับเรื่องมนุษยธรรมว่าประเทศไทยมีการค้ามนุษย์ การระงับความช่วยเหลือทางการทหารและอื่นๆ ที่ให้กับประเทศไทย การไม่ยอมรับ คสช. หรือคณะผู้แทนทางการจากประเทศไทย หรือการชะลอการเจรจาทางการค้ากับประเทศไทย ซึ่งได้มีสื่อมวลชนบางคนมีการโหมกระพือข่าวดังกล่าวให้เป็นเรื่องใหญ่โตที่เกินความเป็นจริง

มีข้อมูลพบว่าในปัจจุบันการให้ความช่วยเหลือทางด้านทหารหรือทุนศึกษาดูงานต่างๆ จากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย อยู่ในระดับหลักประมาณ 1-2 พันล้านบาทต่อปีเท่านั้น และเป็นความต่อเนื่องของการแสดงความสัมพันธ์อันดีต่อกันมา มิใช่เป็นความเดือดร้อนทางการเงินของประเทศไทย ยังมีการออกข่าวเชิงขู่ว่าจะย้ายการฝึกรบร่วมกันทางทหาร (คอบร้า โกลด์) ของประเทศกลุ่มอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาจะย้ายไปที่ออสเตรเลียและไม่เชิญไทยเข้าร่วม ซึ่งได้ถูกปฏิเสธจากทางสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ด้วยเหตุผลบางประการเพราะคงตระหนักดีว่าการย้ายการฝึกไปออสเตรเลียอาจจะมีปัญหากับประเทศใหญ่ในอาเซียนบางประเทศด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่สหภาพยุโรปประกาศว่าจะชะลอการเจรจาทางค้ากับประเทศไทยนั้น ยิ่งตอกย้ำถึงความผิดพลาดของเขา เพราะการเจรจาทางการค้านั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย การเจรจาที่ล่าช้าออกไปก็จะทำให้ประชาชนผู้บริโภคในกลุ่มสหภาพยุโรป 27 เสียหายด้วยเช่นกันไม่ใช่ไทยฝ่ายเดียว สำหรับประเทศไทยแล้วหากการเจรจาทางการค้าที่สหภาพยุโรปได้ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวแล้วก็คงไม่จำเป็นต้องไปเจรจาอีกต่อไปเช่นกัน

มีการหยิบยกตัวเลขการส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นขึ้นมาอธิบายถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่เสมือนว่าการส่งออกไปประเทศเหล่านั้นจะหดหายไปทั้งหมด ตัวเลขการส่งออกรวมสหรัฐอมเริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่าเพียง 729,191 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.3 ของมูลค่าการส่งออกรวม แต่ไทยส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.6 ประเทศจีน +ฮ่องกง (สัดส่วนร้อยละ 16.6) อินเดียร้อยละ 2.5 และเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากขึ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนร้อยละ 10

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศพันธมิตรที่สำคัญๆ ในเอเชียไม่ว่าจะเป็น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรืออาจจะรวมรัสเซียเข้าด้วยแล้ว ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตในระดับที่สูง จึงสรุปได้ว่าประเทศไทยก็ยังมีกำแพงหนุนหลังที่แข็งแกร่ง ที่จะทำให้ประเทศไทยยืนหยัดอยู่ได้ สามารถจัดระเบียบภายในประเทศของเราได้โดยปราศจากการแทรกแซงข่มขู่จากต่างประเทศได้