วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทัพบนความคาดหวัง

บทเพลง"คืนความสุขประเทศไทย" ดังไปทุกหย่อมหญ้า ลูกเด็กเล็กแดงร้องตามกันได้หมด นับว่าเป็นบทเพลง

ปฏิวัติ รัฐประหารที่ไพเราะที่สุดเลยก็ว่าได้

ห้วงเวลานี้คนไทยต่างให้ความคาดหวังต่อ "กองทัพ" ที่เปลี่ยนแปลงบทบาท จากกองทัพที่ดูแลทหารไทย ดูแลสถานการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ก่อนโน้นก็เป็นการสู้รบในสงครามเวียดนาม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กองทัพปรับบทบาทมาดูแลภัยนอกรูปแบบที่ทหารคุ้นเคย โดยตั้งแต่ ปี 2540 ได้ตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ตามมาด้วยการเกิด พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 เป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ใหม่

ช่วง 10 ปีให้หลัง สถานการณ์การเมืองภายในประเทศเริ่มก่อให้เกิดข้อขัดแย้ง กองทัพ ได้รับคำสั่งให้ออกมาระงับความขัดแย้ง กองทัพ ต้องปรับบทบาทตัวเอง รวมถึงต้องเรียนรู้บทบาทกองทัพต่างประเทศ

ดังนั้น บทบาททหารกับการเมืองจึงนับเป็นเรื่องที่คนไทยคุ้นเคย นับได้ว่ากองทัพใกล้ชิดกับทั้งสถาบัน ประชาชน และการเมือง ที่สำคัญอดีตผู้นำกองทัพ ก็ผันตัวมาเป็นผู้นำการเมือง

แต่แม้ว่ากองทัพไทย จะประกาศตัวว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง ประชาชนก็เรียกร้องให้ทหารออกมา ถ้าจะพูดให้ชัด กองทัพ จะเข้ามายุ่งกับการเมืองหรือไม่อยู่ที่ความเรียกร้องของประชาชน

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปณิธาน วัฒนายากร บอกกับผมว่า สำหรับประเทศไทย แบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ 3 พื้นที่ คือ พื้นที่ที่ 1 เป็นชนชั้นผู้นำของสังคม เป็นพื้นที่เชิงอนุรักษ์ ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงนำผู้นำใหม่เข้ามา กลุ่มนี้จะเรียกว่าเป็นการนำด้านจิตวิญญาณ ก็ได้

กลุ่มที่ 2 ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ จะเรียกว่ารากหญ้าหรือประชาชน ก็ได้แล้วแต่ยุคสมัย คนกลุ่มนี้จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองด้วยการลงคะแนน เพื่อเลือกนโยบาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การรวมกลุ่มสหภาพ จะมีการกำหนดประเด็นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กระแสปฏิรูป ที่กำลังเป็นอยู่เวลานี้ กลุ่มพวกนี้สามารถพลิกกระแสความนิยมในกลุ่มที่ 1 ได้ ขณะเดียวกันกลุ่มที่ 1 สามารถควบคุมกลุ่มที่สองได้ด้วยผลประโยชน์

ส่วนพื้นที่ที่ 3 หรือจะเรียกว่าเป็นพวกเสรีนิยม หรืออนุรักษนิยม ที่อยู่กับการสื่อสาร มีความคิดคล้ายกัน อยู่กับโซเซียลมีเดีย เป็นโลกเสมือนจริง คนกลุ่มนี้ผู้นำจะเป็นใครก็ได้ ขอให้นำพวกเขาได้ แล้วจะเกิดกระแสนิยมหมู่ ทำอะไรตามกัน คล้ายกัน สื่อสารเฉพาะกลุ่ม คนกลุ่มนี้ไม่สนใจทั้งกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ไม่มีใครชี้นำได้ ยกเว้นคนที่พวกนี้ยอมรับให้เป็นผู้นำ

คนทั้ง 3 กลุ่มนี้คือสิ่งที่กองทัพเมื่อเข้ามาสู่การเมืองแล้ว ต้องให้ความใส่ใจ ซึ่งเวลานี้จะเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ดูแลกลุ่มที่ 2 ก่อน คือเรื่องความยากจน และเงินที่ไม่ได้จากการรับจำนำข้าว ต่อมาก็จัดระเบียบสังคมในด้านอื่นๆ เพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ

ส่วนกลุ่มที่ 3 คสช.พยายามเข้าไปดู แต่ถือเป็นภารกิจที่ยากอยู่ ต้องใช้เวลา

ด้วยปัจจัยของคนทั้ง 3 กลุ่ม ถือเป็นตัวแปรสำคัญว่า ยิ่งคสช.อยู่นานก็จะยิ่งกดดัน จากความคาดหวังของประชาชนเป็นธรรมดาที่หวังว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ณ สถานการณ์นี้อยู่ที่คสช.จะจัดการอำนาจของตัวเองอย่างไร ให้คนทั้ง 3 กลุ่มยอมรับและเป็นแนวร่วมปฏิรูปประเทศ

แม้เป็นงานยาก แต่คสช.และกองทัพ ก็ได้เปรียบเพราะประชาชนหนุนหลังเต็มที่