คสช.กำลังก้าวเดินเข้าไปสัมผัสกับ "งานยาก" ที่ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยในห้วง 1 เดือนแรก
หลังเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และมีผู้มี "ส่วนได้" กับ "ส่วนเสีย" เป็นจำนวนมากไม่แพ้กัน
การตั้งบอร์ดใหม่ ปตท.ที่มีกระแสต้านคือตัวอย่างที่ดี...
นี่เองจึงนำมาสู่ข่าวคราวลึกๆ ในกลุ่มที่เพิ่งสูญเสียอำนาจ ว่ามีจดหมายจากคนแดนไกลสั่งให้เตรียมความพร้อมเพื่อดีเดย์เคลื่อนไหวหลัง คสช.ส่งไม้ต่อให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่
จะเห็นได้ว่าจุดโฟกัสที่สำคัญหลังจากนี้มีอีก 2-3 จุดที่จะก่อ "จุดเปลี่ยนทางการเมือง" ได้ไม่ยาก
หนึ่ง คือ โฉมหน้าของคณะรัฐบาล
สอง คือ โฉมหน้าของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สาม คือ โฉมหน้าของสภาปฏิรูป
ทั้งสามองคาพยพนี้ ถ้าตั้งแล้วไม่โดนใจหรือไม่ดีพอ กระแสวิจารณ์จะหนาหูขึ้น และหากมีอะไรผิดพลาดในอนาคต อาจถึงขั้นสะดุดขาตัวเอง แล้วทำให้สิ่งที่ทำมา "เสียของ" ได้ง่ายๆ
การรัฐประหารเมื่อปี 49 เป็นตัวอย่างที่ควรศึกษา โดยเฉพาะการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)
แม้คนใน คสช.จะระบุอยู่บ่อยๆ ว่าเร็วไปหากจะพูดถึงโฉมหน้า ครม.ใหม่ในช่วงนี้ เพราะยังมีเวลาอีกหลายเดือน แต่แท้ที่จริงมีความเคลื่อนไหวภายในด้วยการวางตัวบุคคลเอาไว้อย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่ม ผบ.เหล่าทัพ ที่จะเกษียณอายุราชการพร้อมกันในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ประกอบด้วย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. และ พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทสส.ซึ่งรับผิดชอบหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คสช. รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมบริหารของ คสช.เช่นกัน
ทั้ง 4 คนนี้เชื่อว่าน่าจะมีตำแหน่งแห่งที่ใน ครม.ชุดใหม่ เพราะมิฉะนั้นจะ "ขาลอย" หลุดจากวงจรอำนาจเนื่องจากเกษียณอายุราชการพร้อมกันหมด ประกอบกับให้เป็นเกียรติและตอบแทนที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายยึดอำนาจการปกครองกันมาเพื่อนำพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
2.กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบด้วยนายทหารรุ่นพี่และรุ่นเพื่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อมือ เชื่อใจ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ "บิ๊กป้อม" พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ "บิ๊กป๊อก" พี่รอง และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ หรือ "บิ๊กหนุ่ย" เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12
นอกจากนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายณรงค์ชัย อัครเศรณี และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง นายวิษณุ เครืองาม
กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์นี้ น่าจะมีบางคนที่แปรสภาพแต่งตัวเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีใน ครม.ที่รับไม้ต่อจาก คสช.
3.กลุ่มที่ทาบทามเข้ามาใหม่ มีทั้งโควต้าของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เล็งบุคคลประเภท "ดี-เด่น-ดัง" เอาไว้ และพวกที่จะได้รับการต่อสายเชิญเข้ามาผ่านทางกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการจับตามอง ก็เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตว่าที่ประธานวุฒิสภา เป็นต้น
นอกจากนั้น กลุ่มที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือกลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราชการ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศจุดยืนเอาไว้ชัดเจนว่า ข้าราชการจะร่วมมือกันพลิกฟื้นประเทศให้กับประชาชนคนไทย รวมทั้งกลุ่ม "เทคโนแครต" ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งบางส่วนน่าจะมาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้โฉมหน้า ครม. คือ การถ่ายโอนอำนาจจาก คสช.ไปสู่ ครม. ซึ่งจำเป็นต้องปิดจุดอ่อนจากสมัยรัฐประหารเมื่อปี 49 คือจะไม่ถ่ายโอนอำนาจไปจนเกลี้ยง แต่จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดบทบาทอำนาจของ คสช.ให้สามารถถ่วงดุล กำกับ ควบคุมการทำงานของรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง
ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีโอกาสสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจนั่งเอง ขณะที่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขึ้นกับการตัดสินใจว่าจะ "เป็นต่อ" หรือเปิดทางให้ "น้องรัก" ที่ไว้ใจ!






