วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทูตมังกรปะทะการทูตอินทรี ณ กรุงสยามอีกรอบ

สหรัฐฯกับจีนยืนอยู่คนละข้างในหลาย ๆ เรื่อง ล่าสุดกรณีเกิดรัฐประหารในประเทศไทย ก็กลายเป็นอีกเหตุหนึ่ง

ที่สองมหาอำนาจต้องแสดงตนอยู่คนละข้าง

วอชิงตันต่อต้านรัฐประหารของไทยและตัดความช่วยเหลือทางทหาร อีกทั้งขู่ว่ากำลังทบทวนว่าจะย้ายการซ้อมรบ Cobra Gold ประจำปีที่ทำกันมา 33 ปี ไปประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย

ปักกิ่งประกาศสนับสนุน คสช. ที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนกระเตื้องขึ้น และประกาศพร้อมจะสนับสนุน คสช. ในการฟื้นฟูประเทศชาติ

นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อการปรับดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯกับจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นจุดผันแปรหรือ fulcrum ที่มีผลกว้างไกลไปในอนาคต

อีกทั้งรัฐประหารของไทยครั้งนี้มีส่วนกระทบต่อการดำเนินนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” หรือ Pivot to Asia ของประธานาธิบดีบารัก โอบามาอย่างเห็นได้ชัด เพราะตามแผนเดิมนั้น สหรัฐฯจะโอนย้ายกองกำลังทางทะเลจากแอตแลนติคมาเอเชียให้ได้ในอัตรา 50:50 จากปัจจุบัน 60:40 เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญที่อเมริกาให้กับเอเชีย

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของแผนนี้คือ การที่วอชิงตันขอใช้ฐานทัพเรือฟิลิปปินส์ เวียดนาม และบางส่วนของประเทศไทย เพื่อเป็นจุดปฏิบัติการทางทหาร

และไม่ต้องสงสัยว่าจีนจะต้องมองนโยบายของโอบามา เรื่องนี้เป็นการมาถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่กำลังขยายตัวอย่างชัดแจ้งเช่นกัน

เมื่อสหรัฐประกาศตัดความช่วยเหลือทางทหารต่อไทยหลังรัฐประหาร และแสดงท่าที่แข็งกร้าวผ่านทูตคริสตี้ เคนนี แต่จีนกลับให้ท่านทูตหนิง ฟู่ขุย มาพบรองหัวหน้า คสช. เพื่อแสดงความชื่นชมและความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของ คสช.ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนอย่างเปิดเผย

จีนมีจุดยืนไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น ขณะที่สหรัฐฯอ้างสิทธิที่จะ “คว่ำบาตร” ประเทศไทย ในกรณีนี้แม้จะบอกว่าเป็นพันธมิตรกันยาวนานถึง 180 ปีแล้ว

สหภาพยุโรปแถลงการณ์กร้าว ยืนอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ

ญี่ปุ่นแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์รัฐประหาร แต่ก็ไม่แสดงท่าทีต่อต้านคัดค้าน ขณะที่เกาหลีใต้ดูเหมือนจะแสดงออกคล้าย ๆ กับญี่ปุ่น นั่นคือไม่ออกมาวิพากษ์ คสช. และสนับสนุนอยู่ในทีด้วยซ้ำไป

จึงไม่น่าแปลกใจหากจะลากเส้นแบ่งกลุ่มประเทศตะวันตก (รวมถึงออสเตรเลีย) เป็นข้างต่อต้าน และอีกข้างหนึ่ง (ประเทศใหญ่ ๆ ในเอเชียรวมถึงสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง) ที่มีตั้งแต่ไม่ค้านจนถึงสนับสนุนอย่างเปิดเผย

ประเด็นประเทศไทยจึงได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมาทันที โดยที่ส่วนหนึ่งของคำให้การของนายสก๊อต มาร์เซียล รองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกต่อคณะอนุกรรมาธิการต่างประเทศ ด้านกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของสภาผู้แทนราษฎรบอกว่า

“....การรัฐประหารและการดำเนินการปราบปรามที่ตามมา ทำให้เราไม่สามารถคงพันธไมตรีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เป็นไป “ตามปกติ” ได้ เราได้ระงับการช่วยเหลือด้านความมั่นคงมูลค่ากว่า 4 ล้าน 7 แสนเหรียญสหรัฐ ตามที่กฎหมายเราระบุไว้

นอกจากนี้ เรายังได้ยกเลิกการเยือนประเทศของเจ้าหน้าที่ระดับสูง การฝึกซ้อมทางทหาร และการฝึกอบรมกับทหารและตำรวจหลายโครงการ อาทิเช่น เราได้ประสานกับกระทรวงกลาโหมยกเลิกการฝึกซ้อม CARAT (Cooperation Afloat Readiness and Training) ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมระดับทวิภาคีของกองทัพเรือ ซึ่งกำลังดำเนินการฝึกอยู่เมื่อเกิดรัฐประหาร และได้ยกเลิกการฝึกซ้อมหนุมานการ์เดียน (Hanuman Guardian) ของกองทัพบกซึ่งเป็นการฝึกซ้อมระดับทวิภาคีที่ได้วางแผนไว้แล้ว

ขณะนี้เรายังคงทบทวนพิจารณาโครงการและความร่วมมืออื่นๆ และจะพิจารณาหามาตรการอื่นนอกเหนือจากนี้ตามสถานการณ์ ประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศได้แสดงทัศนะในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ เราหวังว่า สารจากประชาคมโลกที่เด่นชัดนี้ รวมทั้งแรงกดดันจากภายในประเทศไทยเองจะทำให้คณะรัฐประหารลดการปราบปรามลงและประเทศไทยจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

ในขณะเดียวกัน เราก็ตระหนักดีถึงผลประโยชน์ตามหลักยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐฯ เรายังคงรักษามิตรภาพที่ยืนยงของเรากับคนไทยและกับประเทศไทยซึ่งรวมถึงฝ่ายทหารด้วย สิ่งท้าทายที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญคือ การแสดงอย่างชัดเจนว่า เราสนับสนุนให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยเร็ว และในขณะเดียวกัน เราต้องดำเนินการเพื่อประกันว่า เราจะสามารถรักษาและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่มิตรภาพที่สำคัญและพันธมิตรด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ นี้ได้ในระยะยาว...”

ขณะที่นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยบอกนักข่าวหลังพบกับพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองหัวหน้า คสช. ตอนหนึ่งว่า

“...เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ คสช. ได้เข้ามาบริหารจัดการและใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ แม้จะเป็นเวลาเพียง 1 เดือน แต่ก็ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน จะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น....ทั้งนี้ได้มองเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ไทยกับจีนยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาเป็นเวลาช้านาน จึงเชื่อมั่นว่านักลงทุนของจีนจะได้กลับมาดำเนินธุรกิจการค้าในเวลาอีกไม่นานนี้....”

การทูตมังกรปะทะการทูตอินทรีที่สยามครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง